*-*ยินดีต้อบรับสู่เว็บวัดหนองรังกา ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 305280 ขอให้ท่านมีความสุขกับการทำสิ่งดีดีน่ะค่ะ/นะครับ *-* ...กดไลน์ให้กำลังใจด้วยนะครับ...

http://nongrangga.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก/ข่าวบุญ

เว็บบอร์ด

 กระดานสนทนา

 บทความ

 แสดงความคิดเห็น

 รวมรูปภาพ

 วัดหนองรังกา

 บล็อกoknetion

บริการ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
กระดานสนทนา
รวมรูปภาพ
วัดหนองรังกา(เว็บใหม่)
เว็ปรุ่นมมร.๔๙ โคราช
วัดป่าหนองขอน
วัดหนองขอน(เว็บใหม่)
เจ้าภาพที่สร้างพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์
ติดต่อเรา

ทำเนียบ

บทความ

ธรรมะ

ศาสนา

รายการทีวี

คอมพิวเตอร์

ปฎิทิน

« November 2014»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

สถิติ

เปิดเว็บ19/10/2008
อัพเดท21/12/2013
ผู้เข้าชม150,284
เปิดเพจ183,776

Alternative content

iGetWeb.com

ศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย

ศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย
                               คำนำ
                               ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมาโดยตลอด นับตั้งแต่ได้ตั้งเป็นแว่นแคว้น
                   และเป็นราชอาณาจักรแต่ก็ได้เอื้อเฟื้อต่อคนไทยผู้นับถือศาสนาอื่น และให้ความอุปถัมภ์ศาสนาอื่น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี
                   ที่พระมหากษัตริย์ไทยได้ทรงอุปถัมภ์ไว้แล้ว และมีนโยบายที่จะป้องกัน มิให้คนไทยที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน เบียดเบียนกัน
                   มีความสมานฉันท์ สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุขสงบร่มเย็น โดยทุกคนมีเสรีภาพ ในการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาของตน
                   โดยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๖,๒๐๗ และ ๒๐๘
                               ในการดำเนินการด้านศาสนาต่าง ๆ ทางหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง บริหารงานโดยยึดหลักกฎหมาย
                   ด้วยการหารือองค์การหลักของแต่ละศาสนา ที่ทางราชการให้ความอุปถัมภ์ไว้แล้วเป็นสำคัญ เพื่อให้องค์การหลักของแต่ละศาสนา
                   ช่วยควบคุมดูแล และร่วมรับผิดชอบในแต่ละศาสนา เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เป็นผลดีต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม
                               ทางด้านพระพุทธศาสนา มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เป็นหลักในการบริหารงาน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
                   สนองงานของคณะสงฆ์ และรัฐบาลตามตัวบทกฎหมายที่กำหนดไว้ ทั้งด้านบริหาร และด้านศาสนูปถัมภ์
                               การบริหารศาสนาอื่น อยู่ภายใต้การดูแลบริหารของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรมการศาสนา
                   ได้ให้ความอนุเคราะห์ด้านศาสนูปถัมภ์ดังนี้
                              ศาสนาอิสลาม  มีพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.๒๔๘๘  และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒
                   พ.ศ.๒๔๙๑ และมัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐ โดยจะหารือจุฬาราชมนตรี และกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
                   เกี่ยวกับการศาสนูปถัมภ์ศาสนาอิสลาม
                             ศาสนาคริสต์  พระมหากษัตริย์ ทรงให้ความอุปถัมภ์ นิกายคาทอลิก และนิกายโปรเตสแต้นท์
                   มาช้านานต่อมาได้มีระเบียบของกรมการศาสนา ว่าด้วยการรับรองฐานะองค์การทางศาสนา และระเบียบอื่น ๆ
                   กรมการศาสนาจะหารือด้านศาสนูปถัมภ์กับองค์การ คาทอลิก และโปรเตสแต้นท์ ที่ได้รับรองฐานะขึ้นเป็นองค์การทางศาสนาไว้แล้วคือ
                                  ๑. สภาประมุข แห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิก
                                  ๒. สภาคริสจักรในประเทศไทย
                                  ๓. สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย
                                  ๔. มูลนิธิคริสจักรคณะแบ๊บติสท์
                                  ๕. มูลนิธิเซเวนเดย์ แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
                              ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู  กรมการศาสนา จะหารือด้านศาสนูปถัมภ์กับสามองค์การที่ได้รับรองฐานะ
                   เป็นองค์การศาสนาไว้แล้วคือ
                                  ๑. สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง
                                  ๒. สมาคมฮินดู สมาช
                                  ๓. สมาคมฮินดู ธรรมสภา
                               ศาสนาซิกข์  กรมการศาสนาจะหารือด้านศาสนูปถัมภ์กับ สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา
ศาสนาอิสลาม

            ศาสนาอิสลามเริ่มประกาศโดยนบีมูฮำมัด บุตรอับดุลเลาะห์ ที่เมืองมักกะฮ์ ซึ่งอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบียปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.๑๑๕๓  โดยนับจากปีที่นบีมูฮำมัดอพยพมาเมืองมักกะฮ์ ไปยังเมืองมะดินะห์ เป็นการเริ่มฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) ที่ ๑
            เมืองมักกะฮ์ในครั้งนั้นมีผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ อยู่ ได้แก่
                ๑. ศาสนายิว (ยะฮู้ด)
                ๒. ศาสนาคริสต์ (นัศรอนีย์)
                ๓. ศาสนาบูชาเจว็ด (มุซรีกีน)
            ความเป็นอยู่ของชาวเมืองมักกะฮ์ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการค้าขายและการเกษตร ในด้านการค้าจะมีกองคาราวานนำสินค้าจากเมืองมักกะฮ์ไปขายที่เมืองอื่น ๆ เช่น เมืองซาม (ซีเรีย) เป็นต้น สำหรับการเกษตรมีการทำสวนอินทผลัม สวนองุ่นและเลี้ยงปศุสัตว์ เป็นต้น
            สภาพทางสังคมของชาวอาหรับเป็นสังคมที่ไร้อารยธรรม เรียกว่า ยาอิลียะห์ ระเบียบวินัยทางสังคมในด้านต่าง ๆ ไม่มีการกำหนดขึ้นมา และไม่มีวัฒนธรรมที่ตอเนื่องพอเป็นเกียรติประวัติแก่ชนชาติเลย เป็นการดำรงชีวิตของคนล้าหลัง อำนาจรัฐก็ไม่มีเอกภาพ ต่างกลุ่มต่างพวกต่างตระกูลอยู่กันเป็นเอกเทศ ไม่มีการรวมกันเป็นแว่นแคว้นเดียวกัน ไม่มีการประกาศเขตแดนที่แน่ชัด ไม่มีธรรมนูญใช้ปกครอง ดังนั้นปัญหาทางการเมืองจึงเกิดขึ้นเสมอ มีการรบพุ่งกันเป็นประจำ
            ทางด้านเศรษฐกิจก็เป็นเพียงรักษาความอยู่รอดของตนเอง และป้องกันการฉกชิงของคนอื่น ไม่มีการจัดเศรษฐกิจาทางสังคมแต่ประการใด
            จากสภาพการณ์ดังกล่าวซึ่งไม่มีการจัดระบบ ปัญหาต่าง ๆ ก็เกิดตามมาคือปัญหาสังคมอันสืบเนื่องมาจากคนไร้ศีลธรรม ไร้วัฒนธรรม และไร้หลักยึดถือที่มั่นคง ชาวเมืองมักกะฮ์จึงมีความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมถึงที่สุด มีการกดขี่ทางชนชั้น และทางเพศอย่างรุนแรง สิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนถูกจำกัดโดยผู้มีอำนาจในสังคม มีระบบทาสซึ่งได้รับการสืบทอดกันมาโดยตลอด การปล้นสะดม การฉกชิงทรัพย์สมบัติ การฉุดคร่าอนาจาร การประทุษร้ายฆ่าฟันกัน การสำมะเลเทเมา เป็นกิจกรรมและปรากฏการณ์ทางสังคม ที่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ที่เข้มแข็งมีกำลังแรงกว่า มีอำนาจสูงกว่า ส่วนผู้ที่อ่อนแอกว่าก็ต้องอยู่แบบหวาดกลัว และไม่สามารถมีสิทธิหน้าที่ทางสังคม
นบีมูฮำมัด
            ในปี พ.ศ.๑๑๑๓ เดือนรอบิอุลเอาวัล ตกอยู่ประมาณเดือนสิงหาคมในปีนั้น มีกองทัพช้างยกมาเพื่อทำลายเมืองมักกะฮ์ แต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกปีนั้นว่าปีช้าง นบีมูฮำมัดได้ถือกำเนิดขึ้นมา มีมารดาชื่ออามีนะฮ์ ส่วนบิดาได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านนบียังอยู่ในครรภ์มารดาเพียงสองเดือน
            เมื่อนบีมูฮำมัดอายุได้หกขวบ มารดาของท่านก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงตกเป็นเด็กกำพร้าผู้ยากไร้ ปู่ของท่านคือ อับดุลมุตตอลิบ ได้เป็นผู้อุปการะท่านจนท่านอายุได้แปดขวบ ปู่ของท่านก็ถึงแก่กรรมไปอีกคนหนึ่ง หลังจากนั้นลุงของท่านคือ อะบูตอลิบก็ได้อุปการะท่านต่อมา ลุงของท่านไม่ใช่คนร่ำรวย เป็นเพียงคนดีคนหนึ่งของสังคม มีอาชีพทำการค้าซึ่งมีทุนรอนไม่มากนัก
            นบีมูฮำมัดในยามเยาว์วัยมีความเป็นอยู่และการดำรงชีพไม่เหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน ท่านช่วยตัวเองโดยตลอด ด้วยการรับจ้างชาวเมืองมักกะฮ์เลี้ยงแพะ เพื่อหารายได้และนำรายได้นั้นให้ลุงของท่านทั้งหมด ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ของอะบูตอลิบซึ่งแม้จะมีลูกหลายคน แต่ก็รักหลานคนนี้มากกว่าลูกคนใดทั้งสิ้น
            เมื่อนบีมูฮำมัดอายุได้ประมาณเก้าขวบ ลุงของท่านก็นำท่านเดินทางไปยังเมืองซามเพื่อทำการค้า การเดินทางในครั้งนั้น เป็นการเดินทางไปต่างเมืองครั้งแรกของท่าน และวันหนึ่งขณะที่ลุงของท่านกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ ได้มีนักบวชของชาวยิวคนหนึ่งชื่อบุฮัยรอ ได้สังเกตเห็นบุคลิกลักษณะของท่านนบี จึงได้เข้ามาสอบถามลุงของท่านด้วยความสนใจ หลังจากได้สนทนากันแล้วนักบวชผู้นั้นก็บอกกับลุงของท่านว่า เด็กคนนี้มีบุญ ต่อไปจะได้เป็นนบีสุดท้ายของโลก ซึ่งมีปรากฏเรื่องนี้อยู่ในคัมภีร์เก่า ๆ  ลักษณะของเด็กผู้นี้ตรงกับที่ระบุไว้ในคัมภีร์ดังกล่าวทุกประการ พร้อมกันนั้นก็ได้ขอร้องให้ลุงของท่าน นำตัวท่านเดินทางกลับเมืองมักกะฮ์เสีย เพราะอาจถูกประทุษร้ายจากศัตรูได้ และกำชับให้ดูแลท่านนบีให้ดี
    อุปนิสัยของท่านนบี
            ตั้งแต่เยาว์วัยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นบีมูฮำมัดมีอุปนิสัยดีในสังคมอาหรับในยุคนั้น เป็นผู้หลีกพ้นจากความเสื่อมโทรมทางสังคมได้ จึงเป็นที่นับถือของคนทั่วไป ท่านไม่เคยพูดเท็จ มีความจริงใจต่อทุกคนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีจิตใจเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นเสมอ จนถูกขนานนามว่า อัลละมีน แปลว่า ผู้ซื่อสัตย์
            เมื่อผู้อื่นจะกล่าวถึงท่าน หากไม่ระบุชื่อของท่าน ก็จะเรียกด้วยนามที่ถูกขนานให้นี้จนเป็นที่รู้กันแพร่หลาย คนอาหรับจึงรัก และนับถือท่านเป็นพิเศษ ซึ่งไม่มีผู้ใดในหมู่ชนอาหรับจะได้รับเกียรติอย่างสูงจากสังคมเท่ากับท่าน
            ท่านเป็นนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และคุณธรรมของสังคมมาโดยตลอด เมื่ออายุได้ประมาณ ๓๐ ปีเศษ ท่านกับญาติในตระกูลกุรอยซ์ ได้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนขึ้นในสังคมอาหรับ โดยสมาชิกที่เข้าร่วมขบวนการนี้จะต้องสัญญาที่จะผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต้องช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม และบำเพ็ญประโยชน์โดยมีกิจกรรมคือ คอยห้ามการวิวาทของสังคมอาหรับคอยประนีประนอมไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น ขบวนการนี้ภาคอาหรับเรียกว่า ฮัลฟีลฟุดูล แปลว่า สนธิสัญญาพิทักษ์สิทธิมนุษยชนสมาชิกของขบวนการได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด และกล้าหาญจนเป็นที่เกรงใจของคนอาหรับโดยทั่วไป และเป็นกลุ่มพลังที่เป็นที่หวังของสังคมที่จะเข้ามากอบกู้ภัยสังคมที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง แต่ขบวนการนี้ก็เป็นเพียงขอบข่ายที่คับแคบเฉพาะในสังคมย่อย ๆ เท่านั้น
            นอกจากจะตั้งขบวนการดังกล่าวแล้ว ท่านยังเคยทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการตัดสินกรณีพิพาทคือ กรณีขัดแย้งอันสืบเนื่องมาจากการซ่อมแซมกะบะฮ์ ซึ่งชาวอาหรับถือเป็นมหาปูชนียวัตถุ ซึ่งทุกคนจะต้องมาสักการะบูชาเป็นประจำทุกปี และบริเวณรอบกะบะฮ์เต็มไปด้วยเจว็ดเป็นจำนวนมาก เมื่อการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ปัญหาที่พวกอาหรับตกลงกันไม่ได้คือการยกหินดำขึ้นไปวางไว้ที่เดิม ซึ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของกาบะฮ์นั้น เพราะทุกคนก็ต้องการจะยกหินดังกล่าว เกิดการแก่งแย่งจนเกือบจะมีการรบราฆ่าฟันกัน ท่านนบีได้เดินเข้ามาในช่วงนั้นพอดี พวกอาหรับจึงมอบให้ท่านเป็นผู้ชี้ขาด ท่านจึงใช้ผ้าวางบนพื้น แล้วนำหินก้อนนั้นมาวางไว้บนผ้า จากนั้นก็เรียกให้หัวหน้าเผ่าต่าง ๆ มารวมกันจับผ้าคนละมุมจนนำหินดำมาวางไว้ ณ ที่เดิมได้ ด้วยความพอใจของทุก ๆ ฝ่าย
     การประกาศหลักธรรม
            เมื่อท่านนบีอายุประมาณ ๔๐ ปี ได้รับวิวรณ์จากพระเจ้าเป็นบทบัญญัติต่าง ๆ โดยที่ท่านเป็นผู้ไม่รู้หนังสือมาก่อน ไม่เคยยอ่าน หรือทราบคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยมีมาแต่ยุคก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์เตารอตหรืออินยีน
            ก่อนที่ท่านจะได้รับวิวรณ์ ท่านได้เข้าไปบำเพ็ญภาวนาอยู่ถ้ำภูเขาลูกหนึ่งในเมืองมักกะฮ์ ตามแบบที่ตระกูลของท่านได้สอนสืบทอดกันมาจากนบีอิบรอฮิม อันเป็นต้นตระกูลของท่าน และของพวกยะฮู๊ด (ยิว ท่านใช้เวลาติดต่อกันครั้งละ ๑๕ วัน หรือหนึ่งเดือน โดยเตรียมเสบียงอาหารเข้าไปด้วย เมื่อเสบียงหมดก็จะออกจากถ้ำไปหาเสบียงใหม่แล้วกลับเข้าถ้ำต่อไป)
            เมื่อท่านได้รับวิวรณ์เป็นข้อบัญญัติจากพระเจ้าให้ท่านได้รู้ต่อการประกาศหลักธรรมแล้ว ท่านได้ใช้เวลา ๑๓ ปี ที่เมืองมักกะฮ์ เพื่อประกาศบทบัญญัติ โดยเน้นปัญหาทางความเชื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้เลิกการกราบไหว้บูชาวัตถุเคารพทั้งปวง ให้มีใจศรัทธาต่อพระเจ้าคือ อัลเลาะห์ ผู้มีเดชานุภาพและมีนิรันดรภาพ แต่การประกาศดังกล่าว ได้รับการต่อต้านจากชาวอาหรับ จนสุดท้ายท่านถูกวางแผนที่จะประหารชีวิตของท่านในคืนวันหนึ่ง โดยมีมือดาบสิบคน จากสิบตระกูลมาล้อมบ้านท่านไว้ แต่ท่านนบีได้หลบออกจากบ้านไปได้ด้วยความปลอดภัย โดยไม่มีการปะทะกัน จากนั้นท่านก็ได้มาพบกับอาบูมะภีร์ เพื่อนรักของท่าน ณ ถ้ำอีกแห่งหนึ่ง พวกมือดาบทั้งสิบได้ออกติดตามท่านจนมาถึงหน้าถ้ำ ที่ท่านกับอาบูมะภีร์หลบช่อนตัวอยู่ แต่ไม่พบร่องรอยใด ๆ ว่ามีคนเข้าไปในถ้ำนั้นจึงพากันกลับไป
            หลังจากนั้นท่านนบีกับอาบูมะภีร์ ก็ได้ออกเดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮ์ และก็ได้อยู่ที่เมืองนั้นประมาณ ๑๐ ปี โดยได้รับข้อบัญญัติจากพระเจ้าเป็นระยะ ๆ เช่นในด้านเศรษฐกิจ การปกครอง วัฒนธรรม และด้านสังคม เป็นต้น ในห้วงเวลาดังกล่าว ท่านได้ทำให้ประชาชาติอาหรับรวมตัวกันเป็นประชากรเดียวกัน มีอธิปไตยเป็นของตนเอง มีคัมภีร์กุรอานเป็นธรรมนูญ มีอาณาเขตและมีคณะรัฐบาลบริหารประเทศ โดยท่านเป็นผู้นำทั้งด้านอาณาจักร และศานจักรพร้อมกัน
            การบริหารรัฐอิสลาม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ท่านมิได้บริหารในฐานะพระราชาธิบดีแต่บริหารในฐานะทาสพระเจ้า โดยให้ทุกคนตระหนักว่า ทุกคนเป็นของพระเจ้า ประเทศเป็นของพระเจ้า และการงานทั้งมวลเป็นของพระเจ้า ท่านและทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน และทุกคนมีสภาพเป็นพี่น้องไม่มีใครมีศักดิ์ศรีเหนือกว่า เกียรติเหนือกว่า โดยชาติตระกูลหรือตำแหน่ง แต่เกียรติของบุคคลขึ้นอยู่กับสำนึกนบน้อมต่อพระเจ้าเป็นสำคัญ ตลอดชีวิตการบริหารบ้านเมืองท่านเสียสละเพื่อประชาชน ไม่ได้สร้างฐานะของตนเองให้มั่งคั่งร่ำรวยแต่ประการใด ดำรงชีวิตโดยสมถะ
            สถานที่บริหารบ้านเมืองของท่านใช้มัสยิดเป็นแหล่งอเนกประสงค์ เป็นที่ทำการรัฐบาล สภาสถานศึกษา ศาล และเป็นสถานที่นมัสการพร้อมกันไป โดยตัวท่านจะใช้มุมหนึ่งของมัสยิด ทำเป็นที่อยู่อาศัย
การแพร่หลายของศาสนาอิสลาม
            ดินแดนตะวันออกกลาง เป็นแหล่งเกิดอารยธรรมโบราณ ซึ่งประกอบด้วยศาสนาต่าง ๆ เช่นศาสนาบูชาธรรมชาติ ศาสนาบูชาเทวรูป ศาสนายูดาย ศาสนาโซโรอาสเตอร์ และศาสนาคริสต์ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามได้แพร่หลายจากแหล่งเกิดไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ก็ได้ลบล้างอารยธรรมดั้งเดิมเหล่านั้น และทดแทนด้วยอารยธรรมอิสลาม ภาษาอาหรับก็แพร่หลายครอบคลุมไปจนทั่วดินแดนดังกล่าว
            ศาสนาอิสลามได้เปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิศาสตร์การเมืองของหลายจักรวรรดิ์เช่น กรีก โรมัน และเปอร์เซีย ซึ่งสลายตัว มีวัฒนธรรมใหม่ และระบบการปกครองแบบใหม่
            ผู้ที่รับหน้าที่สืบการปกครองต่อจากท่านนบีเรียกว่า คอลิฟะฮ์ (คนไทยเรียกว่า กาหลิบ) ได้ปกครองต่อมาเป็นระยะเวลาประมาณ ๓๐ ปี มีคอลิฟะฮ์สี่คน
            เมื่อศาสนาอิสลามแพร่หลายในตะวันออกกลางจนทั่วถึง การแก่งแย่งอำนาจการปกครอง ความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้รูปแบบของวัฒนธรรมอิสลามในด้านการปกครองเปลี่ยนแปลงไป การปกครองระบบคอลิฟะฮ์ อันได้มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนมาเป็นราชวงศ์ ขึ้นมาสืบทอดอำนาจ
            จีน  อิสลามได้แพร่เข้าสู่เมืองจีน เนื่องจากคนอาหรับมีการติดต่อค้าขายกับจีนมาช้านานแล้ว จนท่านนบีได้กล่าวถึงการแสวงหาความรู้ว่าแม้ว่าจะไกลถึงเมืองจีนก็ตาม คนจีนรู้เรื่องของอิสลามอย่างดี ปรากฎในบันทึกพงศาวดารในราชวงศ์วถัง (พ.ศ.๑๑๔๑ - ๑๔๕๐)
            มาเลเซีย  พ่อค้าชาวอาหรับได้เดินทางมาค้าขาย และตั้งหลักแหล่งในแหลมมลายู หลังจากที่ได้มาตั้งหลักแหล่งทางตะวันตกของอินเดีย ในสมัยราชวงศ์อับบาซียะห์ พวกพ่อค้าได้นำสินค้าโดยทางเรือไปขายทางตะวันออกไกล ยุโรป และอัฟริกา มีการขุดพบเหรียญตราต่าง ๆ ของอาหรับ รัสเซีย ฟินแลนด์ สวีเดน และเยอรมันนี
            ไทย  มีหลักฐานว่าคนไทยในสมัยน่านเจ้า ก่อนที่คนไทยจะเสียอาณาจักรน่านเจ้าแก่จักรวรรดิ์มองโกล ในสมัยกุบไลข่าน เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๗๙๗ นั้น อิสลามได้แพร่หลายเข้าไปในอาณาจักรนี้ เราเรียกคนจีนยูนานที่เป็นมุสลิมว่า ฮ่อ
                สมัยสุโขทัย  พ่อขุนรามยคำแหง ฯ ได้ทรงแผ่อาณาเขตของกรุงสุโขทัยจนตอนใต้จดแหลมมลายูตลอดไปจนสุดปลายแหลม
                สมัยอยุธยา  มีมุสลิมตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นปึกแผ่น แต่เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่สอง หลักฐานต่าง ๆ ถูกเผาทำลายไปมากเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยคือภาพรดน้ำบนบานประตูบานหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เข้าใจว่าเขียนไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ
                ที่คลองบางกอกใหญ่ได้มีมุสลิมตั้งภูมิลำเนาค้าขายอยู่บนบกก็มี อยู่แพก็มี สมัยนั้นเรียกมัสยิดว่า กุฎี กล่าวกันว่ามีมาก่อนสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๕๓ - ๒๑๗๑) กระดานจารึกอักษรอาหรับซึ่งถูกไฟไหม้บางส่วนครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองลอยน้ำมา ชาวคลองบางกอกใหญ่ได้เก็บรักษาไว้ที่มัสยิดต้นสนจนถึงปัจจุบัน

หลักการอิสลาม
            หลักการอิสลามแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ ๆ ได้สองส่วนคือ
            หลักการอันเป็นข้อบังคับสำหรับบุคคล (ฟัรดูอัยนีย์) มุสลิมทุกคนต้องรู้และประพฤติปฏิบัติ โดยเริ่มตั้งแต่อายุเจ็ดขวบเป็นต้นไป แบ่งออกเป็นสามส่วนคือ หลักศรัทธา (อีมาน) หลักปฏิบัติ (อิสลาม) และหลักคุณธรรม (อิฮซวาน) หลักการทั้งสามส่วนนี้ผู้นับถืออิสลามทั้งที่สืบทอดจากบิดามารดามาแต่เดิมหรือเพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ก็ตาม จำต้องศึกษาให้เข้าใจโดยถ่องแท้และสามารถประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดไป
            หลักการอันเป็นข้อบังคับสำหรับสังคม (ฟัรดู กิฟายะฮ์) ได้แก่หน้าที่ต่าง ๆ ทางสังคม นับตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัวจนถึงสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือประเทศชาติ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บภาษี การจัดการกองทัพ การบริหารประเทศ การทูต ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งในคำสอน
                หลักศรัทธา (อีมาน) อิสลามได้กำหนดไว้เป็นบทแรกแห่งการนับถือ บุคคลจะต้องเริ่มต้นด้วยการศรัทธาจะเป็นประการสำคัญมีหกหัวข้อคือ
                    ศรัทธาในพระเจ้า  ซึ่งเรียกว่าอัลเลาะฮ์ ซึ่งมีลักษณะความสมบูรณ์เช่น ทรงมีอย่างแน่นอนไม่มีข้อสงสัย ทรงมีมาก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงนิรันดรภาพ ทรงดำรงอยู่เองไม่อาศัยปัจจัยเงื่อนไขและที่พึ่งใด ๆ ทรงเอกานุภาพไม่มีสิ่งใดเป็นภาคี ทรงผิดแปลกกับสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงอานุภาพเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงชีวิตอันอมตะ ทรงได้ยิน ทรงมองเห็น ทรงบัญชา ทรงมุ่งหมาย และทรงรอบรู้
                    ศรัทธาในมลาอีกะฮ์  มลาอิกะฮ์เป็นสรรพสิ่งชนิดหนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นในธาตุพิเศษเป็นธาตุฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถสัมผัสได้ ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งพระเจ้าอย่างเคร่งครัด มีจำนวนมากมายมหาศาล เท่าที่มีรายชื่อและหน้าที่เฉพาะมีอยู่สิบมลาอิกะฮ์คือ
                        ๑. ยิบรออีล  ทำหน้าที่สื่อบัญญัติของพระเจ้ากับนบี
                        ๒. มีกาอีล  ทำหน้าที่นำโชคลาภจากพระเจ้าสู่โลก
                        ๓. อิสรอพิล  ทำหน้าที่เป่าสังข์ในวันสิ้นโลก
                        ๔. อิสรออิล  ทำหน้าที่ถอดวิญญาณมนุษย์และสัตว์
                        ๕. รอกีบ  ทำหน้าที่บันทึกความดีและความชั่วของมนุษย์
                        ๖. อะติด  ทำหน้าที่บันทึกความดีและความชั่วของมนุษย์
                        ๗. มุงกัร  ทำหน้าที่สอบถามคนตายในกุบูร (หลุมฝังศพ)
                        ๘. นะกีร  ทำหน้าที่สอบถามคนตายในกุบูร (หลุมฝังศพ)
                        ๙. ริดวาน  ทำหน้าที่กิจการของสวรรค์
                        ๑๐. มาลิก  ทำหน้าที่ดูแลกิจการของขุมนรก
                    ศรัทธาในนบี  มุสลิมมีศรัทธาว่า โลกมนุษย์ในแต่ละยุคที่ผ่านมานับแต่ยุคแรกคือ อาดัมนั้นจะต้องมีนบี หรือศาสนทูต เป็นผู้รับบทบัญญัติของพระเจ้ามาประกาศ เพื่อปฏิบัติจำนวนนบีที่เผยแพร่บทบัญญัติของพระเจ้ามีจำนวนมากมาย ลักษณะคำประกาศของแต่ละนบีย่อมผิดแปลกไปตามยุคตามสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกนบีประกาศออกมาเหมือนกันคือ ความเชื่อในพระเจ้าเดียวและห้ามกราบไหว้บูชาวัตถุโดยสิ้นเชิง
                    บรรดานบีที่รับบทบัญญัติจากพระเจ้ามาเผยแพร่เท่าที่มีปรากฏในอัลกุรอ่าน มีทั้งสิ้น ๒๕ ท่านคือ
                        ๑. อาดัม  ๒. อิบรอฮิม  ๓. อิสฮากร์  ๔. ยากูฟ  ๕. นัวฮ์  ๖.ดาลูด  ๗. สุไลมาน  ๘.ไอยยูฐ  ๙.ยูซุบ  ๑๐. มูซา (โมเสส)  ๑๑.ฮารูฯ  ๑๒. ซาการียา  ๑๓. ยาห์ยา  ๑๔. อีซา (เยซู) ๑๕. อินยาส  ๑๖. อิสมาอีล  ๑๗. อัลย่าซะอ์  ๑๘. ยูนุส  ๑๙. ลูด  ๒๐. อิดรีส  ๒๑. ฮูด  ๒๒.ซู่ไอย์  ๒๓. ซอและห์  ๒๔. ซุลกิฟลี่  ๒๕. นบีมูฮำมัด (ซ.ล.)
                    บรรดานบีทุกท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา จึงดำรงชีวิตแบบคนทั่วไป สาเหตุที่พระเจ้าเลือกคนธรรมดาขึ้นมาเป็นนบีเพราะความเป็นนบีหมายถึง การเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติตามคำสอนของตนที่ได้รับมาจากพระเจ้า ทุกสิ่งที่นบีสอนผู้อื่นท่านก็จะปฏิบัติสิ่งนั้นด้วยคำสอนที่สอนออกไป จึงเป็นกฎหมายที่ท่านต้องปฏิบัติตาม เพราะสิ่งที่ท่านสอนก็คือบทบัญญัติที่พระเจ้าให้ผ่านมาทางท่านนั่นเอง
                    ศรัทธาในคัมภีร์  สิ่งที่พระเจ้าบัญญัติมาจะแบ่งได้เป็นสองแบบคือ เป็นคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ (กิตาบ) เป็นคำแถลงการณ์ (ซุฮุบ) คัมภีร์ที่เป็นฉบับสมบูรณ์ มีดังต่อไปนี้
                        ๑. ซะบูร  นบีดาวุด  เป็นผู้รับบทบัญญัติและเผยแพร่
                        ๒. เตารอด  นบีมูซา  เป็นผู้รับบทบัญญัติและเผยแพร่
                        ๓. อันยีล  นบีอีซา  เป็นผู้รับบทบัญญัติและเผยแพร่
                        ๔. กุรอาน  นบีมูฮำมัด  เป็นผู้รับบทบัญญัติและเผยแพร่
                    มีบทบัญญัติที่ไม่เป็นคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์แต่เป็นเพียงคำแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่ออกมาตามวาระต่าง ๆ คือโดยนบีซีซ มี ๖๐ ฉบับ โดยนบีอิบรอฮิม มี ๓๐ ฉบับ และโดยนบีอีซา จำนวน ๑๐ ฉบับ
                    คัมภีร์ฉบับสุดท้ายอันประมวลความสมบูรณ์และใช้อยู่จนถึงวันสิ้นโลกคือคัมภีร์กุรอาน ประกาศโดยท่านนบีมมูฮัมมัด
                คัมภีร์กุรอาน  มิใช่เป็นเพียงคัมภีร์ทางศาสนาที่มีบทสวดมนต์หรือคำสอนทางความเชื่อ หรือทางศีลธรรมโดยเฉพาะ แต่เป็นคัมภีร์ที่ประมวลเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มีบทบัญญัติต่าง ๆ ประมาณ ๖๖๐๐ บทบัญญัติ แบ่งออกเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักความเชื่อ พิธีการทางศาสนา ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การปกครอง การแพทย์ การคำนวณ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย การทูต สังคม วัฒนธรรม บทขอพร และหลักศีลธรรม เป็นต้น
                มุสลิมถือว่า กุรอานเป็นธรรมนูญชีวิตของทุกคน การกระทำทั้งหลายจะต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติของกุรอาน มุสลิมจะอ่านกุรอานเป็นประจำ แม้ไม่ได้เข้าใจความหมาย แต่ทุกคนถือเป็นหน้าที่ต้องอ่าน เพื่อเตือนตัวเองให้สำนึกถึงความสำคัญของกุรอานที่มีต่อการดำเนินชีวิต โดยจะอ่านให้จบทั้ง ๖,๖๐๐ กว่าบทบัญญัติ อย่างน้อยปีละครั้ง
                เนื้อความของกุรอานเป็นธรรมนูญสูงสุดของมุสลิม กฎหมายหรือบทบัญญัติอื่นใดไม่สามารถหักล้างได้ มุสลิมเชื่อว่านบีมูฮำมัดไม่ได้เขียนกุรอ่านขึ้นเอง เพราะท่านอ่านหนังสือไม่ออก และคนอาหรับในสมัยนั้นไม่มีผู้ใดมีความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในกุรอานจึงต้องมาจากการไขความ (วิวรณ์) ของพระเจ้า และจากยุคของท่านนบีจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถแต่งประโยคที่มีสัมผัสภาษาและให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับกุรอาน
                ศรัทธาในโลกหน้า  อิสลามสอนเรื่องของโลกหน้าว่ามีจริง มุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นการมีโลกหน้าจะเกิดหลังการแตกดับของโลกปัจจุบันนี้เสียก่อน  การที่โลกนี้จะแตกดับ ท่านนบีได้พยากรณ์ไว้หลายอย่าง เช่น จะเกิดปัญหาหมอกควัน จะเกิดสงครามมากมาย จะเกิดการอ้างตัวเป็นนบีปลอม จะแข่งขันในการสร้างอาคารสูง ๆ  จะแข่งขันในการสร้างมัสยิด จะมีการผิดประเวณีกันแพร่หลาย จะมีการดื่มสุราอย่างแพร่หลาย และผู้นำจะขาดคุณธรรม
                ศรัทธาในลิขิตของพระเจ้า มุสลิมต้องศรัทธากำหนดการต่าง ๆ ในโลก และชีวิตแต่ละคนนั้นเป็นไปโดยอำนาจของพระเจ้า มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามครรลองที่ถูกกำหนดไว้แล้ว การดิ้นรนขวนขวายอุตสาหวิริยะของมนุษย์ดำเนินอยู่ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าว
                หลักปฏิบัติ (อิสลาม)  ผู้นับถืออิสลามทุกคนจะต้องถือเป็นหน้าที่และกิจวัตรจะขาดไม่ได้ การปฏิบัติเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานแรกนั้นแบ่งออกได้เป็นห้าประการคือ
                    ปฏิญาณตน  การปฏิญาณตนเข้ารับนับถืออิสลามนั้นให้ปฏิญาณในความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าและต่อนบี โดยกล่าวออกมาเป็นวาจาจากความเชื่อมั่น และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสอน ข้อความที่กล่าวคือ
                    "ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะฮ์ และข้าพเจ้าปฏิญาณตนว่า นบีมูฮำมัดเป็นศาสนทูตแห่งอัลเลาะฮ์"
                    เมื่อผู้ใดกล่าวด้วยสำนึกอันจริงใจและด้วยความศรัทธาอันมั่นคงและพร้อมที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติอิสลาม ก็ถือว่าเป็นมุสลิมแล้ว จากนั้นก็จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับอื่น ๆ เช่น การขลิบปลายผิวหนังส่วนนอกที่หุ้มปลายอวัยวะเพศ การทำความสะอาด การทำนมัสการ การบริจาคทาน และอื่น ๆ
                    ผู้เข้าอิสลามบางคนที่เข้าโดยเงื่อนไขของการแต่งงานกับมุสลิม มักเข้าใจว่า การกล่าวข้อความปฏิญาณเป็นเพียงเงื่อนไขในการแต่งงาน จึงคิดว่าเมื่อผ่านพิธีปฏิญาณแล้วก็แล้วกัน ตนไม่ต้องสนใจคำสอนอิสลามแล้ว ปล่อยตัวตามสภาพเดิม การกระทำดังกล่าวไม่เรียกว่าเป็นมุสลิม
                    ทำละหมาด  คือการนมัสการต่อพระเจ้า ต้องทำเป็นประจำในหลายวาระคือ
                        - รอบวัน  ให้ทำวันละ ๕ ครั้งคือเวลาเช้าตรู่ (ซุบฮ์) ๒ รอกะอัต  เวลาบ่าย (ซุฮุร) ๔ รอกะอัต  เวลาเย็น (อัสริ) ๔ รอกะอัต เวลาพลบค่ำ (มักริบ) ๓ รอกะอัต และเวลากลางคืน (อิซา) ๔ รอกะอัต
                        - รอบสัปดาห์  ให้รวมกันทำในวันศุกร์ ณ มัสยิด จำนวน ๒ รอกะอัต
                        - รอบปี  ให้ทุกคนมาละหมาด ณ มัสยิดหรือสถานชุมนุมซึ่งมีสองครั้งคือ
                        - ละหมาดเมื่อสิ้นเดือนถือศีลอด (อีดิลพิตร์) เรียกว่า วันออกบวช จำนวน ๒ รอกะอัต
                        - ละหมาดในวันเชือดสัตว์พลีทานเนื่องในเทศกาลฮัจยี (อีดิลฮัดฮา) ซึ่งเรียกว่า วันออกฮัจยี จำนวน ๒ รอกะอัต
                        - ตามเหตุการณ์  เมื่อเกิดเหตุการณ์บางประการให้ทำละหมาดด้วย เช่น
                        - ทำละหมาดขอพรแก่ผู้ตายก่อนนำไปฝัง เรียกว่า ละหมาดยานาซะฮ์
                        - ทำละหมาดขอฝนในยามแห้งแล้ง เรียกว่า ละหมาดอิสติกออ์
                        - การทำละหมาดในกลางคืนของเดือนถือศีลอด จำนวน ๒๐ กอระอัต เรียกว่า ละหมาดตารอวีห
                        - ทำละหมาดระลึกถึงพระเจ้าเมื่อเกิดเหตุผิดปกติทางธรรมชาติคือเมื่อเกิดจันทรุปราคา เรียกว่า คุซูฟุลกอมัร จำนวน ๒ รอกะอัต และเมื่อเกิดสุริยุปราคา เรียกว่า กุซูฟุซซัมซี จำนวน ๒ รอกะอัต
                        - ทำละหมาดขอต่อพระเจ้าให้ชี้ทางเลือกในการประกอบการงานต่าง ๆ เรียกว่า ละหมาดอิสติคงเราะย์ จำนวน ๒ รอกะอัต
                        นอกจากนี้ยังมีละหมาดอื่น ๆ อีกที่ปรากฏในตำราศาสนาโดยตรง และการละหมาดยังส่งเสริมให้กระทำโดยไม่ต้องรอวาระ ทำเมื่อระลึกถึงพระเจ้า กระทำครั้งละ ๒ รอกะอัตและทำได้เรื่อยไป เรียกว่า ละหมาดสนัตมุตลัก
            วิธีทำละหมาด  เริ่มด้วยการชำระร่างกายให้สะอาด และอาบน้ำละหมาดตามแบบดังนี้คือ ตั้งใจว่าจะอาบน้ำละหมาด ล้างมือให้สะอาด บ้วนปาก และล้างรูจมูกให้สะอาด ล้างหน้าให้สะอาด ล้างมือจรดข้อศอก เช็ดศีรษะ เช็ดหู ล้างเท้า ทำไปตามลำดับ เสร็จแล้วให้สวมเสื้อผ้าที่สะอาด โดยผู้ชายต้องปิดระหว่างสะดือกับหัวเข่า ผู้หญิงปิดทั้งร่างยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ แล้วยืนหันหน้าไปทางกิบลัด (กะบะฮุ์ปัยตุลเลาะฮ์) ด้วยใจสงบมุ่งตรงต่อพระเจ้า แล้วทำดังนี้
                        - ตั้งเจตนาอันแน่วแน่
                        - ยกมือจรดระดับบ่าพร้อมทั้งกล่าวตักบีร (กล่าวอัลลอฮูฮักบัร แปลว่า อัลเลาะฮ์ยิ่งใหญ่ที่สุด) แล้วยกมือลงมากอดอก
                        - ยืนตรงในท่าเดิมพร้อมกับอ่านบางบทจากกุรอานคือแม่บทฟาติฮะห์และบทอื่น ๆ ตามต้องการ
                        - ก้มลงใช้มือทั้งสองข้างจับหัวเข่าไว้ ศีรษะทำแนวตรงกับสันหลัง ไม่ห้อยลงและไม่เงยขึ้น พร้อมกับอ่านว่า "ซุบฮานะริบบิยันอะซีมวะบิฮันดิฮ" สามครั้งเป็นอย่างน้อย
                        - เงยหน้ามาสู่ที่ยืนตรงพร้อมทั้งกล่าวว่า "สมิอัลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์รอบบะนาละกัลฮั้นดุ"
                        - ก้มลงกราบโดยให้หน้าผากและจมูกจรดพื้น มือวางแนบพื้นในระดับบ่า หัวเข่าทั้งสองวางบนพื้น และปลายนิ้วเท้าสัมผัส
กับพื้น พร้อมกับอ่านว่า "ซุบฮานะรอบบิยัลอะฮ์ลาวะบิฮัมดิฮี" สามครั้งเป็นอย่างน้อย
                        - ลุกขึ้นมานั่งพักพร้อมกับอ่านบทขอพร
                        - ก้มลงกราบครั้งที่สองเช่นเดียวกับครั้งแรก การกระทำตามลำดับดังกล่าวถือว่าหนึ่งรอกะอัต
                        - จากนั้นขึ้นมายืนตรง แล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นทำตามลำดับที่กล่าวแล้ว และในรอกะอัตที่สอง  ให้กระทำดังนี้คือ เมื่อขึ้นจากการกราบครั้งที่สอง ให้นั่งพร้อมกับอ่าน ตะฮียะฮ์ หากละหมาดนั้นมีเพียงสองรอกะอัต ก็ไม่ต้องลุกไปทำรอกะอัตต่อไป แต่ถ้าเป็นละหมาดที่มี ๓ - ๔ รอกะอัต ก็ให้ลุกขึ้นทำตามลำดับดังกล่าว ครบครบจำนวน
                        - ให้สลาม คืออ่านว่า อัสลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮ์ พร้อมกับเหลียวไปทางขวา และว่าอีกครั้ง พร้อมทั้งเหลียวไปทางซ้าย จากนั้นให้ยกมือขวาขึ้นลูบหน้า เป็นอันเสร็จพิธี
อิสลามในประเทศไทย

            จุฬาราชมนตรี  ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเดิมเป็นตำแหน่งข้าราชการในสำนักราชเลขานุการในพระองค์ เทียบเท่าตำแหน่งหัวหน้ากอง (ตามกฎ ฉบับที่ ๑๔๖ ๑๔๗ ลง ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนตามพระราชอัธยาศัย มีหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.๒๔๘๘ มาตรา ๓ ซึ่งบัญญัติว่า "ให้จุฬาราชมนตรีมีหน้าที่ปฏิบัติราชการส่วนพระองค์เกี่ยวแก่การที่จะทรงอุปภัมภ์ศาสนอิสลาม ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๑ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.๒๔๙๘ ให้ยกเลิกข้อความในมาตรา ๓ เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทนคือ มาตรา ๓ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี เพื่อให้คำปรึกาแก่กรมศาสนาในกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวแก่ศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม และให้มีเงินอุดหนุนฐานะจุฬาราชมนตรีตามสมควร
            กฎหมายฉบับดังกล่าวในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ยังได้บัญญัติไว้ว่ารัฐบาลอาจจัดให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ในกิจการเกี่ยวแก่ศาสนาอิสลาม และให้จุฬราชมนตรี เป็นประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยตำแหน่ง
            ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี เท่าที่ปรากฎตามหลักฐาน มีดังนี้
                        ๑. พระยาเฉก อะหมัด รัตนเศรษฐี    ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมัยอยุธยา
                        ๒. เจ้าพระยาจุฬาราชมนตรี (แก้ว)    ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์  สมัยอยุธยา
                        ๓. พระยาจุฬาราชมนตรี (สน)    ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศ  สมัยอยุธยา
                        ๔. พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว)    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ  สมัยรัตนโกสินทร์
                        ๕. พระยาจุฬาราชมนตรี (สอน)    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                        ๖. นายแช่ม  พรหมยงค์    ระหว่าง พ.ศ.๒๔๘๘ - ๒๔๙๐
                        ๗. นายต่วน  สุวรรณศาสตร์    ะหว่าง พ.ศ.๒๔๙๑ - ๒๕๒๔
                        ๘. นายประเสริฐ  มะหะหมัด    ระหว่าง พ.ศ.๒๕๒๔ - ๒๕๔๐
                        ๙. นายสวาสดิ์  สุมาลยศักดิ์    ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐
                    นายประเสริฐ มะหะหมัด  ได้รับการเลือกตั้งจากประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน ๒๔ จังหวัด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔
                    ในทางปฎิบัติของทางราชการ เกี่ยวกับสำนักจุฬาราชมนตรี ยังไม่มีกฎหมายฉบับใดรับรองสถานภาพ และระบุให้จัดตั้งขึ้น ดังนั้น เมื่อจุฬาราชมนตรีอยู่ที่ใด ก็จะใช้สถานที่นั้นเป็นสำนักงาน
            งานด้านการปกครอง  บรรดาอิสลามมิกชนทั้งหลายจะต้องเป็นสัปบุรุษของมัสยิดใดมัสยิดหนึ่ง ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๒๕  มีอยู่กว่า ๒,๐๐๐ มัสยิด แต่ละมัสยิดจะมีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และคณะกรรมการอีก ๑๒ คน  รวมทั้งคณะมี ๑๕ คน เรียกว่า คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด  คณะกรรมการสามตำแหน่งแรกคือ อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น เป็นตำแหน่งถาวร ไม่มีวาระ ส่วนที่เหลืออีก ๑๒ ตำแหน่ง เป็นตำแหน่งหมุนเวียนตามวาระ ๆ ละสี่ปี หน้าที่ของตำแหน่งถาวรคือ
                    อิหม่าม  ทำหน้าที่ประธานการปฎิบัติศาสนกิจ และการบริหารการปกครอง
                    คอเต็บ  ทำหน้าที่รองอิหม่าม และอบรมสัปบุรุษ
                    บิหลั่น ทำหน้าที่ประกาศพิธีทางศาสนา และเผยแพร่ข่าวสารของมัสยิด
                    กรรมการ ฯ  ให้มีการเลือกกันเองเป็นตำแหน่งต่าง ๆ ตามความจำเป็น
                    การบริหารของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  ซึ่ง ณ ปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีอยู่จำนวน ๒๖ จังหวัด มีหน้าที่ควบคุมการบริหารมัสยิดต่าง ๆ ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และชี้ขาดข้อพิพาทของกรรมการประจำมัสยิด รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอน กรรมการประจำมัสยิด
                    คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ขึ้นกับคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งมีจุฬาราชมนตรี เป็นประธานกรรมการ โดยตำแหน่ง
                    คณะกรรมการอิสลาม ฯ มีหน้าที่พิจารณาชี้ขาดกรณีย์ต่าง ๆ ที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเสนอมา และทำหน้าที่กรรมการอิสลามจังหวัด ในกรณีที่ยังไม่มีคณะกรรมการอิสลามจังหวัดนั้น ๆ การบริหารงานของคณะกรรมการกลาง ฯ สัมพันธ์กับกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกรมการปกครอง และกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของกรมการศาสนา ซึ่งจะกระจายงานลงไปยังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                จังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในปี พ.ศ.๒๕๒๕  มี ๒๖ จังหวัด ด้วยกันคือ  กรุงเทพ ฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นนทบุรี ปทุมธานี นครนายก อยุธยา อ่างทอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ ระนอง สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส
                ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ได้เพิ่มขึ้นเป็น ๓๖ จังหวัด จังหวัดที่เพิ่มคือ กาญจนบุรี ขอนแก่น ชุมพร เชียงราย ตาก ระยอง ลพบุรี สระบุรี ราชบุรี นครสวรรค์
    มัสยิดในประเทศไทย
                มัสยิดใน กทม. ๑๘๔ แห่ง
                    เขต ๑  พระนคร สาทร บางคอแหลม ยานนาวา ป้อมปราบ ฯ  พญาไท ปทุมวัน ราชเทวี ดุสิต (๒๔ แห่ง)
                    เขต ๒  พระโขนง คลองเตย ประเวศ สวนหลวง วัฒนา (๒๘ แห่ง)
                    เขต ๓  บางกะปิ บึงกุ่ม ลาดพร้าว ห้วยขวาง ดินแดง จตุจักร สะพานสูง คันนายาว วังทองหลาง (๒๓ แห่ง)
                    เขต ๔  มีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบัง (๒๘ แห่ง)
                    เขต ๕  หนองจอก (๔๔ แห่ง)
                    เขต ๖  ตลิ่งชัน บางขุนเทียน หนองแขม (๒๓ แห่ง)
                    ไม่ได้จดทะเบียน ๗ แห่ง รวม ๑๘๔ แห่ง
                มัสยิดในภาคกลาง (๑๖๖)
                    กาญจนบุรี (๓)  อ.เมือง  อ.ท่าม่วง  อ.สังขละบุรี
                    ชัยนาท (๑)  อ.เมือง
                    นครสวรรค์ (๑)  อ.เมือง
                    นครนายก (๒๕)  อ.เมือง ๒  อ.บ้านนา ๑  อ.องครักษ์ ๒๒
                    นนทบุรี (๑๙)  อ.เมือง ๔  อ.ไทรน้อย ๒  อ.บางบัวทอง ๑๑  อ.ปากเกร็ด ๒
                    ปทุมธานี (๒๕)  อ.เมือง ๓  อ.คลองหลวง ๓  อ.ธัญบุรี ๑  อ.ลาดหลุมแก้ว ๖  อ.ลำลูกกา ๘  อ.สามโคก ๒  อ.หนองเสือ ๒
                    อยุธยา (๕๕)  อ.เมือง ๒๐  อ.บางบาล ๓  อ.บางปะอิน ๗  อ.ผักไห่ ๑  อ.วังน้อย ๓  อ.เสนา ๓  อ.ท่าเรือ ๑  อ.ลาดบัวหลวง ๑๗
                    เพชรบุรี (๑๓)  อ.เมือง ๒  อ.ชะอำ ๓  อ.ท่ายาว ๑  อ.บ้านแหลม ๗
                    ราชบุรี (๒)  อ.เมือง  อ.บ้านโป่ง
                    ลพบุรี (๓)  อ.เมือง ๑  อ.ชัยบาดาล ๒
                    สมุทรปราการ (๑๐)  อ.เมือง ๓  อ.บางบ่อ ๒  อ.บางพลี ๔  อ.พระประแดง ๑
                    สมุทรสงคราม (๑)  อ.อัมพวา
                    สระบุรี (๓)  อ.เมือง  อ.วิหารแดง  อ.หนองแค
                    สิงห์บุรี (๑)  อ.เมือง
                    สุพรรณบุรี (๑)  อ.เมือง
                    อ่างทอง (๓)  อ.เมือง ๑  อ.ไชโย ๒
                มัสยิดในภาคตะวันออก (๑๐๓)
                    จันทบุรี (๑)  อ.เมือง
                    ฉะเชิงเทรา (๖๐)  อ.เมือง ๑๑  อ.บางน้ำเปรี้ยว ๔๓ (ชื่ออิสลาม ๑๙)  อ.บางปะกง ๑  อ.บ้านโพธิ์ ๔ (ชื่ออิสลาม ๒)  อ.แปลง ยาว ๑
                    ชลบุรี (๒๔)  อ.เมือง ๑  อ.บ่อทอง ๓  อ.บางละมุง ๗  อ.พนัสนิคม ๑๐  อ.ศรีราชา ๓
                    ตราด (๘)  อ.เมือง ๒  อ.เขามสมิง ๒  อ.แหลมงอบ ๔
                    ปราจีนบุรี (๒)  อ.กบินทร์บุรี  อ.ศรีมหาโพธิ
                    ระยอง (๘)  อ.เมือง ๖  อ.บ้านค่าย ๑  อ.วังจันทร์ ๑  (ชื่ออิสลาม ๑)
                มัสยิดในภาคอีสาน (๒๙)
                    กาฬสินธุ์ (๒)  อ.เมือง  อ.สมเด็จ  (ไม่ได้จดทะเบียน)
                    ขอนแก่น (๖)  อ.เมือง ๓  อ.ชุมแพ ๑  อ.กระนวน ๑  อ.บ้านไผ่ ๑
                    ชัยภูมิ (๒)  อ.เมือง  อ.จตุรัส
                    นครราชสีมา (๔)  อ.เมือง ๑  อ.สีคิ้ว ๑  อ.ปากช่อง ๒
                    บุรีรัมย์ (๒)  อ.เมือง  อ.กระสัง
                    มหาสารคาม (๑)  อ.เชียงยืน
                    ยโสธร (๑)  อ.เมือง
                    ร้อยเอ็ด (๑)  อ.เสลภูมิ
                    ศรีสะเกษ (๒)  อ.เมือง  อ.วังหิน
                    สกลนคร (๑)  อ.เมือง
                    สุรินทร์ (๑)  อ.ศีขรภูมิ
                    หนองคาย (๒)  อ.เมือง  อ.โพนพิสัย
                    หนองบัวลำภู (๑)   อ.เมือง
                    อุดร (๒)  อ.เมือง  อ.กุมภวาปี
                    อุบล (๑)  อ.เมือง
            มัสยิดในภาคเหนือ (๒๗)
                    เชียงราย (๔)  อ.เมือง ๒  อ.แม่สาย ๑  อ.แม่ฟ้าหลวง ๑
                    เชียงใหม่ (๑๑)  อ.เมือง ๔  อ.ดอยสะเก็ด ๑  อ.สารภี ื๑  อ.ฝาง ๓  อ.แม่อาย ๑  อ.สันกำแพง ๑
                    ตาก (๔)  อ.เมือง ๑  อ.แม่สอด ๓
                    พิจิตร (๑)  อ.เมือง
                    พิษณุโลก (๑)  อ.เมือง
                    เพชรบูรณ์ (๒)  อ.เมือง ๑  อ.บึงสามพัน ๑
                    แพร่ (๑) อ.เด่นชัย ๑
                    แม่ฮ่องสอน (๒) อ.ปาย ๑  อ.แม่สะเรียง ๑
                    ลำปาง (๑) อ.เมือง ๑
                ภาคใต้ (๕๙๔)
                    กระบี่ (๑๔๗)  อ.เมือง ๔๓  อ.เหนือคลอง ๒๙  อ.เกาะลันตา ๓๐  อ.คลองท่อม ๒๔  อ.อ่าวลึก ๒๑
                    ชุมพร (๕)  อ.เมือง ๑  อ.ท่าแซะ ๓  อ.ปะทิว ๑
                    ตรัง (๙๕)  อ.เมือง ๔ อ.กันตัง ๒๙ อ.ปะเหลียน ๔๓ อ.ย่านตาขาว ๑๑ อ.สิเกา ๘
                    นคร ฯ (๙๗)  อ.เมือง ๔๐ อ.ชะอวด ๒ อ.ท่าศาลา ๓๐ อ.ทุ่งใหญ่ ๑ อ.บางชัน ๓  อ.ปากพนัง ๓  อ.พรหมคีรี ๑  อ.ร่อนพิบูลย์ ๕  อ.หัวไทร ๗  อ.สิชล ๕
                    ประจวบ ฯ (๙)  อ.เมือง ๕  อ.บางสะพาน ๑  อ.บางสะพานน้อย ๑  อ.ทับสะแก ๑  อ.สามร้อยยอด ๑
                    พังงา (๗๘)  อ.เมือง ๑๑  อ.เกาะยาว ๑๕  อ.กุระบุรี ๘  อ.ตะกั่วทุ่ง ๒๔  อ.ตะกั่วป่า ๔  อ.บ้านปุด ๑๑  อ.ท้ายเหมือง (๕)
                    พัทลุง (๗๑)  อ.เมือง ๒  อ.เขาชัยสน ๗  อ.กงหรา ๒๓  อ.บางแก้ว ๖  อ.ตะโหมด ๑๔  อ.ปากพะยูน ๑๖  อ.ป่าบอน ๓
                    ภูเก็ต (๓๖)  อ.เมือง ๑๓  อ.กระทู้ ๕  อ.ถลาง ๑๘
                    ระนอง (๑๙)  อ.เมือง ๘  อ.กะเปอร์ ๕  อ.สุขสำราญ ๖
                    สุราษฎร์ ฯ (๓๒)  อ.เมือง ๒  อ.กาญจนดิษฐ ๕  อ.เกาะพงัน ๑  อ.พุนพิน ๑  อ.ไชยา ๑๑  อ.ท่าแซะ ๑๒
                ภาคใต้ตอนล่าง
                    นราธิวาส (๕๔๔)  อ.เมือง ๕๘  อ.ยี่งอ ๔๒  อ.บาเจาะ ๔๑  อ.รือเสาะ ๗๐  อ.ศรีสาคร ๓๖  อ.ระแงะ ๖๘  อ.จะแนะ ๓๒  อ.สุไหงปาดี ๔๑  อ.ตากใบ ๓๕  อ.สุไหงโกลก ๒๗  อ.แว้ง ๔๔  อ.สุคิริน ๒๑  อ.เจาะไอร้อง ๒๙
                    ปัตตานี (๕๘๓)  อ.เมือง ๕๗ อ.ยะรัง ๙๐ อ.หนองจิก ๖๗ อ.โคกโพธิ์ ๕๐ อ.ยะหริ่ง ๘๑ อ.ปานาแระ ๓๓ อ.บายอ ๖๐ อ.สายบุรี ๖๖ อ.ไม้แก่น ๑๗ อ.กะพ้อ ๒๓ อ.แม่ลาน ๑๓ อ.ทุ่งยาวแดง ๒๖
                    ยะลา (๓๕๑)  อ.เมือง ๙๖  อ.กรงปีนัง ๒๘  อ.กาบัง ๑๕  อ.ธารโต ๑๒  อ.บันนังสตา ๓๘  อ.เบตง ๑๘  อ.ยะหา ๔๖  อ.รามัน ๙๘
                    สงขลา (๒๘๔)  อ.เมือง ๑๔  อ.ควนเมือง ๖  อ.จะนะ ๖๐  อ.เทพา ๕๙   อ.นาทวี ๑๙  อ.ระโนด ๑  อ.รัตภูมิ ๘  อ.สทิงพระ ๕  อ.สะเดา ๓๓  อ.สะบ้าย้อย ๑๗ อ.สิงหนคร ๑๕  อ.หาดใหญ่ ๓๔  อ.คลองหอยโข่ง ๑  อ.บางกล่ำ ๑๒
                    สตูล (๑๖๖)  อ.เมือง ๔๘ อ.ท่าแพ ๒๒ อ.ควนกาหลง ๑๖ อ.ควนโดน ๒๒ อ.ทุ่งหว้า ๑๔ อ.ละงู ๔๐ อ.มะนัง ๔
  กฎหมายอิสลาม

            กฎหมายอิสลามเป็นรากฐานความเชื่อมั่น และเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติศาสนกิจที่มุสลิมทุกคนจะละเลยมิได้ กฎหมายอิสลามปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน ดังรายละเอียด ประวัติ แหล่งกำเนิด และการใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทย ต่อไปนี้
            แหล่งกำเนิดและประวัติกฎหมายอิสลาม  กฎหมายเริ่มใช้ครั้งแรกที่นครเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในสมัยของท่านนบีมุฮำมัด ผู้ประกาศศาสนาและปกครองประเทศเมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปี มาแล้ว ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปยังประเทศมุสลิมต่าง ๆ โดยประเทศเหล่านั้นได้ถือกฎหมายอิสลามเป็นหลัก ในการพิจารณากระบวนการยุติธรรม บางประเทศก็ใช้อย่างครบถ้วน บางประเทศก็ใช้เฉพาะเรื่องครอบครัวและมรดก
            กฎหมายอิสลามมาจากหลักฐานทางศาสนา ๔ ประการคือ พระคัมภีร์อัลกุรอาน ฮะดิส (หรือซุนนะห์) อิจญ์มะอ์ และกิยาส
                คัมภีร์กุรอาน  เป็นข้อบัญญัติจากอัลเลาะห์ แก่ท่านนบีมุฮำมัด ต่างกรรมต่างวาระที่ทรงเห็นสมควร ท่านนบีได้ถ่ายทอดจากความจำให้แก่บรรดาสาวกจดบันทึกไว้ และได้รวบรวมเป็นเล่มสมัยคอลีฟะห์อบูบักร์ ครองราชย์มีทั้งหมด ๖,๖๖๖ ข้อ  บัญญัติ (อายะห์) จัดแบ่งเป็น ๓๐ ส่วน (ยูซุอ์) และ ๑๑๔ บท (ซูเราะห์)
                ฮะดิส (ซุนนะห์)  คือ ข้อบัญญัติที่มาจากการกระทำ หรือปฎิบัติการต่าง ๆ และจากคำสอน ตลอดถึงวินิจฉัยปัญหากฎหมายบางเรื่อง รวมทั้งการดำเนินตามวิถีทางความเป็นอยู่ทุกอิริยาบทของท่านศาสดามุฮำมัด ซึ่งได้บันทึกและจดจำโดยผู้ใกล้ชิด แล้วเก็บรักษาไว้เป็นหลักการทางศาสนา และปฎิบัติตามกันมาโดยตลอด
                อิจญ์มะอ์  คือ ความเห็นอันเกี่ยวกับปัญหากฎหมายอิสลามที่สอดคล้องต้องกันของนักนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นสาวกของท่านนบี หรือยุคถัดมาความเห็นเหล่านี้เอง ปรากฎในกุรอานและฮะดิส (หรือซุนนะห์) ให้ถือความเห็นและการพิจารณาอันสอดคล้องต้องกัน ในหมู่สาวกผู้ใกล้ชิดว่าเป็นการแนะแนวที่ดีที่สุดเช่นกัน
                กิยาส  คือ การเปรียบเทียบโดยอาศัยเหตุผลที่มาจากกฎหมายอิสลามทั้ง ๓ ประการ ที่กล่าวแล้วนั้น ทั้งนี้ เพราะหลักการที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ แก่ความต้องการของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบจากกฎหมายอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง แต่ไม่ขัดต่อหลักฐานทั้ง ๓ ที่กล่าวแล้วข้างต้น
                กฎหมายอิสลามได้วิวัฒนาการตามยุคตามสมัย เมื่อประมาณฮิจเราะห์ศักราชที่ ๔๐ ได้มีการจัดตั้งสำนักกฎหมายอิสลามนิกายซุนนีขึ้น ๔ แห่ง ดำเนินการโดยอิหม่าม (ผู้นำทางศาสนา) ซึ่งเป็นปราชญ์ชั้นสูงที่มีชื่อเสียงของมุสลิม จึงบังเกิดแนวการวินิจฉัยรับ ๔ วิถีทางคือ วิถีทางของอิหม่าม ฮานาฟี อิหม่ามมาลิกี อิหม่ามซาฟีอี และอิหม่ามฮัมบาลี ทั้ง ๔ วิถีทางในส่วนสำคัญไม่แตกต่างกันมากนัก จะแตกต่างกันบ้างก็ในเรื่องปลีกย่อย อันเป็นวินิจฉัย และความเห็นจากส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่ กฎหมายอิสลามทั้ง ๔ วิถีทางนี้ วิถีทางของอิหม่ามซาฟีอี มีผู้ใช้เป็นจำนวนมากในประเทศแถบเอเซีย เช่น อินเดียตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย
                หลังจากฮิจเราะห์ศักราชที่ ๓๐๐ แล้ว ทุกอย่างไม่มีการแก้ไขประการใด คงใช้หลักการทั้ง ๔ ประการข้างต้น เป็นหลักในการพิจารณาตีความ มุสลิมทุกคนจะต้องถือปฎิบัติโดยตลอด ไม่มีการใช้แนวความคิดของตนเองมาแก้ไข นอกจากการตกลงของคู่กรณีเอง
                การใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทย  ประเทศไทยได้ใช้กฎหมายอิสลามในท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔ ทั้งนี้ โดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถในรัฐประศาสโนบายเป็นอย่างยิ่ง ทรงหยั่งถึงจิตใจ ลัทธิประเพณี และความสงบสุขของประชาชน ผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงทรงโปรดให้มีกฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณ ๗ หัวเมือง ร.ศ.๑๒๐ ขึ้นเป็นพิเศษ และใน ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๔) ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งศาลชั้นต้น โดยมี โต๊ะกอฎี (กาสี) เป็นผู้พิพากษาชำระคดี
           ต่อมากระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งคณะกรรมการแปลกฎหมายอิสลามเป็นภาษาไทยขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้บังเกิดความเรียบร้อยในการพิจารณาคดี คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย ผู้พิพากษาทางศาสนา ซึ่งเรียกว่า ดาโต๊ะยุติธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา โดยมีอธิบดีศาลที่จังหวัดสงขลา เป็นประธาน และได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลาม ในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ขึ้นใช้บังคับเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙
            ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.๒๔๘๙ ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง ๔ จังหวัด มีสิทธิใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยมรดกและครอบครัว แทนบทบัญญัติตรมมาตราที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และบรรพ ๖ ในกรณีที่ทั้งโจทก์ และจำเลยเป็นมุสลิม หรือมุสลิมเป็นผู้เสนอคำขอในคดีที่มีข้อพิพาท นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการแต่งตั้งดะโต๊ะยุตธรรม จากชาวไทยมุสลิมให้ประจำศาลจังหวัดทั้งสี่ดังกล่าว จังหวัดละ ๒ คนอีกด้วย ให้ดะโต๊ะยุตธรรมเป็นผู้พิพากษาวินิจฉัยชี้ขาด ในข้อกฎหมายอิสลามดังกล่าวข้างต้น และคำวินิจฉัยชี้ขาดของดะโต๊ะยุติธรรม ในข้อกฎหมายอิสลามเป็นอันเด็ดขาดในคดีนั้น
            ดะโต๊ะยุติธรรม เป็นตำแหน่งเทียบเท่าผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีมุสลิมเป็นจำนวนมากคือ ศาลจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล จังหวัดละ ๒ คน เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยและตัดสินชี้ขาด กรณีพิพาทของมุสลิม ณ ศาลชั้นต้นในเขต ๔ จังหวัดนี้ ในการพิจารณาอรรถคดีตามที่กำหนด ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลาม ในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.๒๔๘๙ ดะโต๊ะยุติธรรมจะทำการพิจารณาความ พร้อมด้วยผู้พิพากษา และผู้พิพากษาจะเป็นผู้เรียบเรียงคำพิพากษา ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของดะโต๊ะยุติธรรม ผลของการตัดสินนี้ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
            ตามหลักการของศาสนาอิสลาม คุณสมบัติของดะโต๊ะยุติธรรมจะต้องเป็นชายมุสลิมผู้มั่นคงในพระธรรมวินัย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีความฉลาดรอบรู้ในบทแห่งคัมภีร์กุรอาน ฮะดิส (หรือซุนนะห์) อิจญ์มะอ์ และกิยาส ไม่ทุพพลภาพ หรือไร้ความสามารถ และเป็นที่เคารพนับถือของมุสลิมส่วนใหญ่ จึงจะต้องมีการคัดเลือกจากมุสลิมในจังหวัดเหล่านั้น โดยให้อิหม่ามหรือผู้นำของมัสยิดเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้ง แล้วจึงเสนอกระทรวงยุติธรรม เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลแต่งตั้งต่อไป จึงนับเป็นวิธีการที่แสดงออกถึงประชาธิปไตยประการหนึ่ง การกระทำเช่นนี้นับว่ารัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้การอุปถัมภ์แก่ศาสนาอิสลาม เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางศาสนายิ่งขึ้นประการหนึ่งด้วย
            มุสลิมในประเทศไทยที่อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ ก็ดำเนินชีวิตตามกฎหมายอิสลามทุกประการเช่นเดียวกัน โดยมีอิหม่ามหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน ในการพิจารณาโดยคู่ความมอบอนุญาโตตุลาการให้ หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยินยอมกันเอง ในระหว่างสามีภริยา หรือคู่ความนั้น ผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา จะดำเนินชีวิตตามกฎหมายอิสลามทุกประการ จึงไม่เป็นการแปลกในการที่ประเทศมุสลิมจะหันมาใช้กฎหมายอิสลามทุกมาตรา ไม่เพียงเฉพาะกฎหมายครอบครัว และมรดกเท่านั้น และไม่เป็นการหวั่นวิตกในบทลงโทษ อันรุนแรงบางประการ เพราะเขาตระหนักในความผิดในการที่เขาไม่ปฎิบัติตามหลักการทางศาสนา ทำให้คดีอาชญากรรมและเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ น้อยลง

                พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘
                โดยที่เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทยย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และเมื่อได้คำนึงถึงประชาชนชาวไทยในบางท้องที่ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ก็สมควรที่จะสงเคราะห์ และคุ้มครองอิสลามศาสนิกของพระองค์ให้ประกอบศาสนกิจตามศรัทธา สมกับที่เป็นประชาชนของประเทศไทยอันเป็นประเทศเอกราช
                    มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้ให้เรียกว่า  "พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม  พุทธศักราช ๒๔๘๘"
                    มาตรา ๒  พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
                    มาตรา ๓  ให้จุฬาราชมนตรี มีหน้าที่ปฎิบัติราชการส่วนพระองค์ เกี่ยวแก่การที่จะทรงอุปถัมภ์ศาสนาอิสลาม
                    มาตรา ๔  เมื่อเห็นสมควรกระทรวงศึกษาธิการ อาจจัดตั้งสถานการศึกษาเรียกว่า "อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย" เพื่ออิลามศาสนิกจะได้ศึกษา และรับการอบรมในทางศาสนา ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนี้มีสิทธิเข้ารับเลือก เพื่อรับพระราชทานเงินทุนส่งไปเข้าศาสนาจารีต ณ นครเมกกะ ตามจำนวนที่จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กำหนดขึ้นเป็นคราว ๆ
                    มาตรา ๕  รัฐบาลอาจจัดให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย" มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือแก่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ในกิจการที่เกี่ยวแก่ศาสนาอิสลาม
                    มาตรา ๖  คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก มีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้านาย แต่งตั้งและถอดถอนโดยพระบรมราชโองการ ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีว่า กระทรวงมหาดไทย จุฬาราชมนตรีเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง
                    มาตรา ๗  จังหวัดใดมีประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนพอสมควร กระทรวงมหาดไทยอาจจัดให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือแก่คณะกรรมการจังหวัด ในกิจการที่เกี่ยวแก่ศาสนาอิสลามในจังหวัดนั้น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ ซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก มีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้านาย แต่งตั้งและถอดถอนโดยกระทรวงมหาดไทย
                    จังหวัดใดที่มิได้มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้น ๆ
                    มาตรา ๘  คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อาจจัดให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำสุเหร่า ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการจังหวัด โดยให้โต๊ะอิหม่ามเป็นประธาน
                    มาตรา ๙  บรรดากรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด กรรมการอิสลามประจำสุเหร่า และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอิสลามมีสิทธิสวมเสื้อครุย และประดับเข็มพระปรมาภิไธยตามระเบียบที่จะทรงกรุณาโปรดเกล้า ฯ กำหนดขึ้นไว้
                    มาตรา ๑๐  ให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ รักษาการตามพระกฤษฎีกานี้
                    ให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการปรึกษาหารือคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อการระเบียบอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม เพื่อปฎิบัติการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้
                พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.๒๔๘๙
                โดยที่เป็นการสมควรให้ใช้กฎหมายอิสลาม ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่ง เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้น ในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทก์ - จำเลย หรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท
                    มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.๒๔๘๙
                    มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
                    มาตรา ๓  ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัว และมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้น ในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทย์ จำเลย หรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก บังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ว่าด้วยการนั้น เว้นแต่บทบัญญัติว่าด้วยอายุความมรดก ทั้งนี้ไม่ว่ามูลคดีเกิดขึ้นก่อน หรือหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้
                    มาตรา ๔  การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นตามความในมาตรา ๓ ให้ดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนาย นั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา
                    ให้ดาโต๊ะยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม และลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ตามคำชี้ขาดนั้นด้วย
                    คำวินิจฉัยชี้ขาดของดะโต๊ะยุติธรรมในข้อกฎหมายอิสลาม ให้เป็นอันเด็ดขาดในคดีนั้น
                    มาตรา ๕  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษามาใช้บังคับ แก่การคัดค้านดะโต๊ะยุติธรรมโดยอนุโลม
                    เมื่อมีเหตุที่ดะโต๊ะยุติธรรมปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้ ให้คู่ความตกลงกันเลือกอิสลามศาสนิกหนึ่งนาย ปฎิบัติหน้าที่แทนดะโต๊ะยุติธรรมเฉพาะคดี ถ้าตกลงไม่ได้ ให้ฝ่ายเสนอชื่ออิสลามศาสนิกที่สมควรต่อผู้พิพากษา หัวหน้าศาลฝ่ายละเท่า ๆ กัน แต่ไม่ให้เกินฝ่ายละสามนาย เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเลือกผู้ใด จากรายชื่อที่คู่ความเสนอนั้น ให้ผู้นั้นปฎิบัติหน้าที่แทนดะโต๊ะยุติธรรมเฉพาะคดีนั้นได้
                    มาตรา ๖  บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบถึงคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล ในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่คดีนั้นเป็นคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น และคู่ความหรือผู้เสนอคำขอในคดีที่ไม่มีข้อพิพาทแล้วแต่กรณี ได้ร้องขอต่อศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันนับแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัติ ให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ บังคับในกรณีเช่นนี้ให้ศาลสั่งให้มีการเสนอคำฟ้อง หรือคำขอใหม่ และให้ดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
                    มาตรา ๗  ให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
                พระราชบัญญัติ มัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐
                    มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐"
                    มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                    มาตรา ๓  ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
                    มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้
                    "มัสยิด" หมายความว่า สถานที่ซึ่งอิสลามิกชนมีสิทธิใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามลัทธิศาสนาอิสลามในวันศุกร์เป็นปกติ
                    มาตรา ๕  ให้มัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เป็นนิติบุคคล
                    มาตรา ๖  ในการขอจดทะเบียนมัสยิด ให้อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น เป็นผู้ขอโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                    มาตรา ๗  แต่ละมัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ให้มีกรรมการคณะหนึ่งไม่น้อยกว่า ๗ คน เรียกว่า คณะกรรมการมัสยิด มีหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการและทรัพย์สินของมัสยิด
                    มาตรา ๘  ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนกรรมการมัสยิด
                    มาตรา ๙  ให้การดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดเป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิด
                    มาตรา ๑๐  มัสยิดใดมีสัปบุรุษน้อย หรือมีพฤติการณ์อย่างอื่นอันไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ หรือเลิกร้างไป ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นผู้รายงานไปยังคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อขอคำสั่งให้เลิกมัสยิดนั้น ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ก็ให้คณะกรมการจังหวัดเป็นผู้รายงาน
                    เมื่อคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ได้สั่งให้เลิกมัสยิดนั้นแล้ว ก็ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือคณะกรมการจังหวัด แล้วแต่กรณี แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับจดทะเบียนมัสยิดนั้น
                    มาตรา ๑๑  บรรดาทรัพย์สินของมัสยิด ซึ่งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้สั่งให้เลิกไปแล้ว ให้โอนไปยังมัสยิดที่ใกล้ที่สุด  และถ้าไม่มีทางจะทำได้ ให้โอนไปยังนิติบุคคล หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน
                    มาตรา ๑๒  ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐  จังหวัดใดที่ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                    มาตรา ๑๓  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงกำหนดวิธีการจดทะเบียนมัสยิด
                    กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
                พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๑
                    มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า "พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๑"
                    มาตรา ๒  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                    มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                    "มาตรา ๓  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี เพื่อให้คำปรึกษาแก่กรมการศาสนาในกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม และให้มีเงินอุดหนุนฐานะจุฬาราชมนตรีตามสมควร"
                ระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนาของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ.๒๔๙๒
                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ และด้วยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กำหนดระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจขอวมัสยิด (สุเหร่า) ขึ้นไว้สำหรับเป็นระเบียบถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
                    ข้อความเบื้องต้น
                        ข้อ ๑  ระเบียบการนี้ให้เรียกว่า "ระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนาของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ.๒๔๙๒"
                        ข้อ ๒  ระเบียบการนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ เป็นต้นไป
                        ข้อ ๓  ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นผู้รักษาระเบียบการนี้
                    หมวด ๑ กรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                        ข้อ ๔  คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด จะพึงมีได้แห่งละไม่เกิน ๑๕ คน ประกอบด้วยอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ
                        ข้อ ๕  ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต้องมีคุณสมบัติดังนี้
                            ก. เป็นอิสลามิกชน
                            ข. อายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
                                ค. ความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย
                            ง. กระทำพิธีกรรมในวันศุกร์ตามพระธรรมวินัยเป็นเนืองนิจ
                            จ. ไม่เป็นบุคคลที่มีร่างกายทุพพลภาพ เสมือนคนไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคอันสังคมรังเกียจ
                            ฉ. ไม่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เว้นแต่สัปบุรุษประจำมัสยิดนั้นมากกว่าครึ่งให้ความไว้วางใจ
                            ช. ไม่เคยต้องคำพิพากษาของศาลในความผิดอาญา เว้นแต่ความผิดฐานลหุโทษ หรือกระทำโดยความประมาท หรือสัปบุรุษประจำมัสยิดนั้นมากกว่าครึ่งให้ความไว้วางใจ
                            ซ. มีชื่อในทะเบียนสัปบุรุษประจำมัสยิดนั้นไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
                            ฌ. มีความรู้ความสามารถประกอบพิธีนมัสการได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และรักษาจารึตประเพณีอันดีงามของศาสนาอิสลาม
                            ญ. ผู้ดำรงตำแหน่งอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ต้องเป็นชาย
                        ข้อ ๖  กรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีหน้าที่ดังนี้
                            ก. จัดการบำรุงรักษามัสยิดและศาสนสมบัติ (วากั๊ฟ) ตามพระธรรมวินัย กฎหมาย ระเบียบและมติของที่ประชุม ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยมั่นคง และเกิดผลประโยชน์
                            ข. แนะนำตักเตือนปวงสัปบุรุษ ให้ปฏิบัติศาสนกิจโดยเคร่งครัด และมีความสามัคคี
                            ค. จัดทำเอกสารบัญชีต่าง ๆ ของมัสยิด ให้ถูกต้องและครบถ้วน
                            ง. จัดทำทะเบียนสัปบุรุษ รักษาสมุดทะเบียน และจำหน่ายแก้ทะเบียนให้ถูกต้องอยู่เสมอ
                            จ. วางระเบียบปฏิบัติภายในมัสยิด เพื่อให้การบำเพ็ญศาสนกิจและพิธีกรรมเป็นไปโดยเรียบร้อย
                            ฉ. ระงับข้อพิพาทเรื่องศาสนาของปวงสัปบุรุษ
                            ช. แจ้งการเห็นเดือนซะอ์บาน รอมฎอน เซาวาล ซุลฮิจยะห์ ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                            ซ. จัดการเรื่องครอบครัวและมรดก ตามพระธรรมวินัย
                            ฌ. แสดงงบยอดบัญชีรับจ่ายเงิน และทะเบียนศาสนสมบัติ ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภายในเดือนมกราคมทุกปี
                            ญ. กรรมการแต่ละคน ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และต้องรับผิดชอบร่วมกันในกิจการทั่วไปของมัสยิด
                        ข้อ ๗  อิหม่ามมีหน้าที่ดังนี้
                            ก. ปฎิบัติหน้าที่อิหม่ามตามพระธรรมวินัย
                            ข. ปกครองและสอดส่องให้สัปบุรุษในมัสยิดปฎิบัติตามพระธรรมวินัยข้อบังคับ และระเบียบการของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
                            ค. อำนวยความสะดวกแก่บรรดาสัปบุรุษในการบำเพ็ญกุศล
                            ง, สั่งสอนอบรมวิทยาการทางศาสนาอิสลามแก่ปวงสัปบุรุษ
                        ข้อ ๘  คอเต็บมีหน้าที่ดังนี้
                            ก. ปฎิบัติการในหน้าที่ของคอเต็บ ตามพระธรรมวินัย
                            ข. การแสดงธรรมกถาอบรมสั่งสอนธรรม และพระธรรมวินัยแก่ปวงสัปบุรุษ
                        ข้อ ๙  บิหลั่นมีหน้าที่ดังนี้
                            ก. ปฎิบัติการในหน้าที่บิหลั่น ตามพระธรรมวินัย
                            ข. คอยดูดวงจันทร์ของเดือนซะอ์บาน รอมฎอน เซาวาล และซุลฮิจยะห์ ในเวลาพลบค่ำของวันต้นเดือนนั้น
                    หมวด ๒ การแต่งตั้งและถอดถอน
                        ข้อ ๑๐  ให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นประธานในที่ประชุม ปวงสัปบุรุษเลือกผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ ขึ้นเป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                            วิธีเลือกจะกระทำโดบยลับ หรือโดยเปิดเผยก็ได้
                            ในกรณีผู้รับเลือกมีคะแนนเสียงเท่ากันให้จับสลาก
                            เมื่อสัปบุรุษส่วนมากที่มาประชุมเลือกผู้ใดขึ้นเป็นกรรมการตำแหน่งใดแล้ว ให้ประธานที่ประชุมทำบันทึกหลักฐานไว้ แล้วรายงานไปยังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เพื่อออกหนังสือสำคัญตามแบบท้ายระเบียบการนี้
                            จังหวัดใดยังไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการโดยอนุโลม
                        ข้อ ๑๑  หนังสือแต่งตั้งกรรมการอิสลามประจำมัสยิดให้ติดไว้ ณ มัสยิด
                        ข้อ ๑๒  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด นอกจากอิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๕  ปี
                        ข้อ ๑๓  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
                            ก. ตาย
                            ข. ลาออก
                            ค. ขาดคุณสมบัติตามหมวด ๑
                            ง. สัปบุรุษในเขตมัสยิด เกินกว่ากึ่งหนึ่งยื่นคำร้องและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสอบสวน พิจารณาสั่งให้ออกจากตำแหน่ง
                            จ. คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด วินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งโดยเห็นว่า มีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่มัสยิด
                            ฉ. คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด วินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่ง โดยเห็นว่าเป็นผู้ดำเนินกิจการของมัสยิด ไปในทางไม่สงบเรียบร้อย หรือขัดต่อพระธรรมวินัย หรือกระทำการอันอาจเสื่อมเสียประโยชน์ของมัสยิด
                            ช. มัสยิดสิ้นสภาพลงโดยถูกยุบ หรือเพิกถอน
                        ข้อ ๑๔  ถ้าตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำมัสยิดว่างลง เพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามที่กล่าวมาในข้อ ๑๓ ถ้ามีเหตุอันสมควรก็ให้ประชุมสัปบุรุษ เลือกตั้งกรรมการขึ้นแทนตามวิธีการที่กล่าวมาในข้อ ๑๐
                        กรรมการซึ่งเข้ามาแทนนั้น ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของตำแหน่งที่ตนดำรงแทนเหลืออยู่
                        ข้อ ๑๕  อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น คนใดดำรงตำแหน่งหน้าที่โดยเรียบร้อย เมื่อชราภาพทุพพลภาพ หรือพิการ ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด พิจารณาให้พ้นจากตำแหน่ง และยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งเดิม
                        ข้อ ๑๖  กรรมการอิสลามประจำมัสยิดคนใด พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ต้องมอบทรัพย์สินและสรรพบัญชีต่าง ๆ เท่าที่ครอบครองอยู่ ในขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่นั้น ให้แก่ผู้ได้รับตำแหน่งใหม่
                    หมวด ๓ จริยาของกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                        ข้อ ๑๗  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด ต้องเคารพ และปฎิบัติตามพระธรรมวินัย กฎข้อบังคับ ระเบียบ แบบแผน คำสั่งแนะนำชี้แจงของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                        ข้อ ๑๘  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด ต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมสุจริต ห้ามมิให้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในทางที่ไม่สมควร และระมัดระวังไม่ให้เสียหายแก่หมู่คณะ
                        ข้อ ๑๙  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด ต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้อาวุโส และต่อประชาชน
                        ข้อ ๒๐  กรรมการอิสลามประจำมัสยิดต้องเป็นผู้นำ ปฎิบัติศาสนกิจเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี ชักจูง ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
                        ข้อ ๒๑  กรรมการอิสลามประจำมัสยิด ละเมิดจริยาดังกล่าวมในหมวดนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีอำนาจสอบสวนพิจารณาสั่งการลงโทษ ให้ออกจากตำแหน่ง หรือภาคทัณฑ์ตามสมควรแก่กรณี
                        กรรมการอิสลามประจำมัสยิดที่ถูกลงโทษ เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีสิทธิ์ยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน นับแต่ได้รับทราบคำสั่งลงโทษ ต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อวินิจฉัยคำสั่งของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นที่สุด
                    หมวดที่ ๔ ทะเบียนสัปบุรุษ
                        ข้อ ๒๒  ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด จัดทำทะเบียนสัปบุรุษประจำมัสยิดขึ้นไว้มีรายการดังนี้
                            ก. สัปบุรุษที่มี - อยู่ในเขตมัสยิด
                            ข. สัปบุรุษที่นมัสการในวันศุกร์เป็นปกติ
                            ค. สัปบุรุษที่ไม่ต้องนมัสการในวันศุกร์
                            ง. การเกิด การตาย การย้ายเข้า และการย้ายออกของสัปบุรุษ
                        ข้อ ๒๓ ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด นำสำเนาทะเบียนสัปบุรุษ ซึ่งลงทะเบียนอยู่เมื่อสิ้นปี ส่งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ๒ ชุด ภายในเดือนมกราคม ของปีใหม่ทุกปี เพื่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเก็บรักษาไว้ ๑ ชุด ส่งไปยังคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ๑ ชุด
                        ข้อ ๒๔  สัปบุรุษคนหนึ่ง พึงมีชื่อในทะเบียนสัปบุรุษของมัสยิดได้เพียงแห่งเดียว และต้องไปนมัสการในวันศุกร์ ที่มัสยิดนั้น เว้นแต่มีเหตุจำเป็นชั่วคราว
                        ข้อ ๒๕  สัปบุรุษที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปบุรุษของมัสยิดใ มีสิทธิคัดเลือก หรือรับเลือกให้เป็นกรรมการอิสลามประจำมัสยิดนั้น
                        ข้อ ๒๖  สัปบุรุษใดไม่ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดก็ดี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดก็ดี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็ดี อาจถูกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด สั่งให้ลบชื่อออกจากทะเบียนสัปบุรุษเสียก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ห้ามมิให้รับขึ้นทะเบียนสัปบุรุษผู้นั้น
                        ข้อ ๒๗  สัปบุรุษที่ถูกลบชื่อ เมื่อสารภาพผิดและให้ทัณฑ์บนไว้ต่อคณะกรรรมการอิสลามประจำมัสยิด ก็ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ขึ้นทะเบียนสัปบุรุษผู้นั้นไว้ได้
                        ข้อ ๒๘  สัปบุรุษที่ถูกลบชื่อเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม มีสิทธิยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับทราบคำสั่งให้ลบชื่อ ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเพื่อวินิจฉัย คำสั่งของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นที่สุด
                        ข้อ ๒๙  การปฎิบัติเกี่ยวกับทะเบียนในหมวดนี้ ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
                    หมวด ๕ ศาสนสมบัติ
                        ข้อ ๓๐  ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด จัดทำบัญชีบรรดาศาสนสมบัติของมัสยิดขึ้นไว้ ๒ ชุด เก็บรักษาไว้ ณ มัสยิด ๑ ชุด ส่งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ๑ ชุด เมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้รีบรายงานให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทราบ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องตรงกัน
                        ข้อ ๓๑ ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีอำนาจตรวจควบคุม และสั่งการอันเกี่ยวกับบรรดาเอกสาร การเงิน ศาสนสมบัติของมัสยิด ให้เป็นไปตามระเบียบการนี้
                    หมวด ๖ บทเฉพาะกาล
                        ข้อ ๓๒  ในวาระเริ่มแรกประกาศใช้ระเบียบการนี้ กลุ่มอิสลามิกชนใดมีมัสยิดมากกว่าหนึ่งแห่ง ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด พยายามแนะนำชี้แจงชักจูงให้บรรดาสัปบุรุษของกลุ่มอิสลามิกชนนั้น มีความศรัทธา เลื่อมใส ปฎิบัติศาสนกิจตามพระธรรมวินัย ให้มีความร่วมใจสามัคคีชุมนุมร่วมกัน ทำพิธีนมัสการในวันศุกร์ ณ มัสยิดใดมัสยิดหนึ่ง ที่เห็นสมควรเพียงแห่งเดียว
                        สัปบุรุษของมัสยิด ที่ไม่ปฎิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ดังกล่าวในวรรคก่อน มัสยิดนั้นอาจไม่ได้รับความเห็นชอบ ในการจดทะเบียนตามความในพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐
                        ข้อ ๓๓  ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว เป็นกรรมการประจำจังหวัด และเริ่มนับอายุตำแหน่งตามข้อ ๑๒ ตั้งแต่วันประกาศใช้ระเบียบการนี้เป็นต้นไป
พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐
                        มาตรา ๑  ฯลฯ
                        มาตรา ๒  ฯลฯ
                        มาตรา ๓  ให้ยกเลิก
                            (๑) พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐
                        มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้
                            "มัสยิด" หมายความว่า สถานที่ซึ่งมุสลิมใช้ประกอบศาสนกิจ โดยจะต้องมีละหมาดวันศุกร์เป็นปกติ และเป็นสถานที่สอนศาสนาอิสลาม
                            "สัปบุรุษประจำมัสยิด" หมายความว่า มุสลิมที่คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีมติรับเข้าเป็นสัปบุรุษประจำมัสยิด และมีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปบุรุษประจำมัสยิด แต่ผู้นั้นจะเป็นสัปบุรุษเกินกว่าหนึ่งมัสยิดในเวลาเดียวกันไม่ได้
                            "อิหม่าม" หมายความว่า ผู้นำศาสนาอิสลามประจำมัสยิด
                            "คอเต็บ" หมายความว่า ผู้แสดงธรรมประจำมัสยิด
                            "บิหลั่น" หมายความว่า ผู้ประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา
                         มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง
                         กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
                   หมวด ๑ บททั่วไป
                         มาตรา ๖  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีคนหนึ่ง เพื่อเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย
                            ให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี
                            หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาจุฬาราชมนตรีตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
                            ให้มีเงินอุดหนุนฐานะจุฬาราชมนตรีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
                         มาตรา ๗  จุฬาราชมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
                            (๑) เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
                            (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
                            (๓) เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามอย่างดี
                            (๔) เป็นผู้ประพฤติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด
                            (๕) เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา
                            (๖) เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                            (๗) - (๙)  ฯลฯ
                            (๑๐) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                        มาตรา ๘  จุฬาราชมนตรีมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม
                            (๒) แต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๓) ออกประกาศแจ้งผลการดูดวงจันทร์ตามมาตรา ๓๕ (๑๑) เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนา
                            (๔) ออกประกาศเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                           มาตรา ๙  ฯลฯ
                            มาตรา ๑๐  ฯลฯ
                            มาตรา ๑๑  เมื่อเห็นสมควร กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตั้ง "อิสลามวิทยาลัย" ขึ้น เพื่อให้การศึกษาและอบรมทางวิชาการศาสนา วิชาการทั่วไป และวิชาชีพได้
                   หมวด ๒ การจัดตั้งและการเลิกมัสยิด
                        มาตรา ๑๒  การสร้าง การจัดตั้ง การย้าย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
                        การจัดตั้ง การร่วม และการเลิกมัสยิด ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
                        มาตรา ๑๓ ให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เป็นผู้แทนของมัสยิดในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดอาจมอบหมาย
ให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนได้
                        มาตรา ๑๔  มัสยิดที่เป็นนิติบุคคลอาจเลิกได้โดยการจดทะเบียนเลิกมัสยิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
                        บรรดาทรัพย์สินของมัสยิดตามวรรคหนึ่ง ให้โอนไปยังมัสยิดที่เป็นนิติบุคคลที่อยู่ใกล้ที่สุด  ถ้าไม่อาจทำได้ ให้โอนไปยังมัสยิดที่เป็นนิติบุคคลที่อยู่ในลำดับถัดไป  เว้นแต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ และผู้อุทิศให้ได้แสดงเจตนาไว้เป็นอย่างอื่น
                        มาตรา ๑๕  มัสยิดที่ได้จดทะเบียนแล้ว ให้ดำเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ตามหมวด ๕ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันจดทะเบียน
                   หมวด ๓ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
                        มาตรา ๑๖ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย" ประกอบด้วยจุฬาราชมนตรีเป็นประธานกรรมการ และกรรมการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และจากกรรมการอื่นซึ่งคัดเลือกโดยจุฬาราชมนตรี มีจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ถ้ามีเศษให้ปัดทิ้ง
ฯลฯ

                        มาตรา ๑๗  กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
                            (๑) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ ยกเว้น (๒) และ (๑๐)
                            (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีบริบูรณ์
                        มาตรา ๑๘  กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ ในการปฎิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
                            (๒) ให้คำปรึกษาหรือข้อแนะนำเกี่ยวกับศาสนาอิสลามแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                            (๓) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฎิบัติงานตามที่กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย
                            (๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน และการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และมัสยิด
                            (๕) ออกระเบียบวิธีการดำเนินงาน และควบคุมดูแลการบริหารงานของ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                            (๖) ปฎิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในจังหวัด ที่ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในการนี้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จะมอบหมายให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ที่ใกล้เคียงปฎิบัติหน้าที่แทนก็ได้
                            (๗) พิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอคัดค้านตามมาตรา ๔๑
                            (๘) จัดทำทะเบียนทรัพย์สินเอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายของ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
                            (๙)  ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม
                            (๑๐) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนา และการศึกษาศาสนาอิสลาม
                            (๑๑) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
                            (๑๒) ปฎิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ
                        มาตรา ๑๙  กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งมีวาระดำรงตำแหน่งหกปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

ฯลฯ

                        มาตรา ๒๐

ฯลฯ

                        มาตรา ๒๑

ฯลฯ

                        มาตรา ๒๒  ให้มีสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยมีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทนของสำนักงานในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อาจมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง หรือหลายคนทำการแทนก็ได้ และให้เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบในกิจการของสำนักงาน
                   หมวด ๔ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                       มาตรา ๒๓  จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลาม และมีมัสยิดตามมาตรา ๑๓ ไม่น้อยกว่าสามมัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบด้วย กรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคน แต่ไม่เกินสามสิบคน
                        การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้น เป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
                        ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ และตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น
                        ให้กระทรวงมหาดไทย ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในราชกิจจานุเบกษา
                       มาตรา ๒๔  กรรมการอิสลามประจำจังหวัด ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
                            (๑) มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๗
                            (๒) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันคัดเลือก
                            (๓) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันคัดเลือก

ฯลฯ

                       มาตรา ๒๕

ฯลฯ

                       มาตรา ๒๖  ในจังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
                            (๒) กำกับดูแลและตรวจตราการปฎฺบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในจังหวัด และจังหวัดอื่น ตามที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย
                            (๓) ประนีประนอม หรือชี้ขาดคำร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจำมัสยิด ซึ่งเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                            (๔) กำกับดูแลการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิดให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
                            (๕) พิจารณาแต่งตั้ง และถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                            (๖)  สอบสวนพิจารณาให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิด พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๔๐ (๔)
                            (๗) สั่งให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิด พ้นหน้าที่ระหว่างถูกสอบสวน
                            (๘) พิจารณาเกี่ยวกับการจัดตั้ง การย้าย การรวม และการเลิกมัสยิด
                            (๙) แต่งตั้งผู้รักษาการแทนในตำแหน่ง อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น เมื่อตำแหน่งดังกล่าวว่างลง
                            (๑๐) ออกหนังสือรับรองการสมรส และการหย่า ตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๑๑) ประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว และมรดก ตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม เมื่อได้รับการร้องขอ
                            (๑๒) จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับ รายจ่าย ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบัน และรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน และทรัพย์สิน ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทราบปีละหนึ่งครั้งภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี
                            (๑๓) ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับการศาสนาอิสลามในจังหวัด
                       มาตรา ๒๗

ฯลฯ

                       มาตรา ๒๘

ฯลฯ

                        มาตรา ๒๙  ให้มีสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นผู้แทนของสำนักงานในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อาจมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง หรือหลายคนทำการแทนก็ได้ และให้เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบในกิจการของสำนักงาน
                    หมวด ๕ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
                        มาตรา ๓๐  ให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดคณะหนึ่ง ประกอบด้วย
                            (๑)   อิหม่าม เป็นประธานกรรมการ
                            (๒)  คอเต็บ เป็นรองประธานกรรมการ
                            (๓)  บิหลั่น เป็นรองประธานกรรมการ และ
                            (๔)  กรรมการอื่น ตามจำนวนที่ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้น กำหนดจำนวนไม่น้อยกว่ากว่าหกคน แต่ไม่เกินสิบสองคน
                            ให้สัปปุรุษประจำมัสยิด ซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไป ประชุมกันคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง
                            ให้ประธานกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เลือกกรรมการตาม (๔) เป็นเลขานุการหนึ่งคน นายทะเบียนหนึ่งคน เหรัญญิกหนึ่งคน และตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น
                            ให้ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นประธานในที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิด เพื่อดำเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิดแล้ว เสนอคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกำหนด
                        มาตรา ๓๑  อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
                            (๑) มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๗
                            (๒) อ่านพระคัมภีร์อังกุรอานได้ถูกต้อง
                            (๓) สามารถนำในการปฎฺบัติศาสนกิจได้ถูกต้อง ตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๔) มีความสามารถแสดงธรรมได้
                            (๕) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก่อนวันคัดเลือก
                            อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ไม่ถือเป็นนักพรต หรือนักบวช
                            การพ้นจากตำแหน่งของ อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กำหนด
                        มาตรา ๓๒  กรรมการ ตามมาตรา ๓๐ (๔) ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
                            (๑) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๗
                            (๒) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก่อนวันคัดเลือก
                            (๓) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่มัสยิดนั้นตั้งอยู่ ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก่อนวันคัดเลือก
                        มาตรา ๓๓
ฯลฯ

                        มาตรา ๓๔
ฯลฯ

                        มาตรา ๓๕  คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) บำรุงรักษามัสยิด และทรัพย์สินของมัสยิดให้เรียบร้อย
                            (๒) วางระเบียบปฎิบัติภายในของมัสยิด เพื่อให้การดำเนินงานของมัสยิดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
                            (๓) ปฎิบัติตามคำแนะนำชี้แจงของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด ในเมื่อไม่ขัดต่อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม และกฎหมาย
                            (๔) สนับสนุนสัปปุรุษในการปฎิบัติศาสนกิจ ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในทางที่ชอบตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๕) พิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด
                            (๖) อำนวยความสะดวกและอบรมสั่งสอนให้สัปปุรุษประจำมัสยิด ปฎิบัติศาสนกิจโดยถูกต้องเคร่งครัด
                            (๗) ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสัปปุรุษประจำมัสยิด เมื่อได้รับการร้องขอ
                            (๘) จัดให้มีและรักษาสมุดทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด และตรวจตราแก้ไขเพิ่มเติมสมุดทะเบียนดังกล่าว ให้ถูกต้องตรงตามเป็นจริง
                            (๙) จำหน่ายชื่อสัปปุรุษประจำมัสยิดออกจากทะเบียน เมื่อได้สอบสวนแล้ว ปรากฎว่าผู้นั้นกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฎิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๑๐) จัดให้มีทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายของมัสยิด ให้ถูกต้องตรงความเป็นจริง และจัดทำรายงานผลการดำเนินการฐานะการเงิน และทรัพย์สินของมัสยิดแล้ว รายงานให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทราบ ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี
                            (๑๑) ดูดวงจันทร์และแจ้งผลการดูดวงจันทร์ ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
                            (๑๒) ส่งเสริมการศึกษาและจัดกิจกรรมที่ไม่ขัดต่อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                       มาตรา ๓๖
ฯลฯ

                        มาตรา ๓๗  อิหม่าม มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) ปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
                            (๒) ปกครองดูแล และแนะนำเจ้าหน้าที่ของมัสยิดให้ปฎิบัติงานในหน้าที่ให้เรียบร้อย
                            (๓) แนะนำให้สัปปุรุษประจำมัสยิด ปฎิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม และกฎหมาย
                            (๔) อำนวยความสะดวกแก่มุสลิม ในการปฎิบัติศาสนกิจ
                            (๕) สั่งสอนและอบรมหลักธรรมทางศาสนาอิสลามแก่บรรดาสัปปุรุษประจำมัสยิด
                        มาตรา ๓๘  คอเต็บ มีหน้าที่ปฎิบัติให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ในการแสดงธรรมแก่สัปปุรุษประจำมัสยิด
                        มาตรา ๓๙  บิหลั่น มีหน้าที่ปฎิบัติให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ในการประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฎิบัติศาสนากิจตามเวลา
                        มาตรา ๔๐
ฯลฯ

                        มาตรา ๔๑
ฯลฯ

                        มาตรา ๔๒
ฯลฯ

                    บทเฉพาะกาล
                        มาตรา ๔๓
ฯลฯ

                        มาตรา ๔๔  ให้มัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นมัสยิดตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้
                        มาตรา ๔๕  ให้ " อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย " ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ เป็นอิสลามวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
                        มาตรา ๔๖
ฯลฯ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี

                พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.๒๕๒๔
                        มาตรา ๑  ฯลฯ
                        มาตรา ๒  ฯลฯ
                        มาตรา ๓  ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑๑ ลงวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๕

ฯลฯ
                        มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้
                            "กิจการฮัจย์" หมายความว่า กิจการใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทางของชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามเพื่อไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นการจัดบริการ การอำนวยความสะดวกหรือความปลอดภัยก่อนเดินทางระหว่างเดินทาง ระหว่างประกอบพิธีฮัจย์ หรือการเดินทางกลับภูมิลำเนา รวมทั้งกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการดังกล่าวตามที่คณะกรรมการกำหนด
ฯลฯ
                            "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย
ฯลฯ
                        มาตรา ๕  กิจการดังต่อไปนี้ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ
                        การอนุญาตของคณะกรรมการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
                        มาตรา ๖  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธานกรรมการ  ปลัดกระทรวงคมนาคม  ปลัดกระทรวงมหาดไทย  ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ  ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข  ผู้แทนกรมการปกครอง  ผู้แทนกรมตำรวจ  ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์  ผู้แทนกรมประมวลข่าวกลาง  ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ผู้แทนคณะกรรมการกลาง  อิสลามแห่งประเทศไทย  และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นไม่เกินสี่คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
                        ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
                        มาตรา ๗  ฯลฯ
                        มาตรา ๘  ฯลฯ
                        มาตรา ๙  ฯลฯ
                        มาตรา ๑๐  ฯลฯ
                        มาตรา ๑๑  ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) กำหนดระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใด ๆ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในอันที่จะให้ความคุ้มครองผู้ที่ประสงค์ จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ให้ได้รับความสะดวกปลอดภัย และมีหลักประกัน
                            (๒) - (๓) ฯลฯ
ฯลฯ
                        มาตรา ๑๒  ฯลฯ
                        มาตรา ๑๓  ฯลฯ
                        มาตรา ๑๔  ให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนาทำหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
                            (๒) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการฮัจย์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                            (๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ และตามระเบียบข้อบังคับของคณะกรรมการ
                            (๔) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ
                        มาตรา ๑๕  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                        มาตรา ๑๖  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                        มาตรา ๑๗  ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใด ๆ ซึ่งออกตามมาตรา ๑๑ (๒) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
                        มาตรา ๑๘  ฯลฯ
                        มาตรา ๑๙  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                        กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี

            หมายเหตุ  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทย ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นศาสนบัญญัติอันจำเป็นในทางศาสนาอิสลาม และมีชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลาม เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์แต่ละปีเป็นจำนวนมาก ในการนี้รัฐบาลได้ให้ความอนุเคราะห์ ส่งเสริมการไปประกอบพิธีฮัจย์ตลอดมา แต่ยังมีอุปสรรคบางประการทางกฎหมาย ที่สมควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทย ผู้นับถือศาสนาอิสลามได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง สมบูรณ์ทั้งในทางหลักศาสนา ความสะดวก ปลอดภัย มีหลักประกันในการเดินทาง และป้องกันการหาผลประโยชน์อันมิชอบ ทั้งให้สมประโยชน์ในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

               พระราชบัญญัติ ส่งเสริมกิจการฮัจย์ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๒
                       มาตรา ๑    ฯลฯ
                       มาตรา ๒    ฯลฯ
                       มาตรา ๓  ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า "อะมีรุ้ลฮัจย์"  หรือ "รออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์"  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  ระหว่างบทนิยามคำว่า "กิจการฮัจย์" กับบทนิยามคำว่า "การรับจัดบริการขนส่ง"  ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.๒๕๒๔
                            "อะมีรุ้ลฮัจย์ " หรือ" รออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ "  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  หมายความว่า บุคคลผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการของประเทศไทย นำชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย"
                       มาตรา ๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นมาตรา ๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.๒๕๒๔
                            "มาตรา ๔ ทวิ ให้จุฬาราชมนตรีเป็นอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัสรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  ในปีใดที่จุฬาราชมนตรีไม่ประสงค์จะเดินทางไปเป็นอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ )  ให้คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้สมควรเป็นอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  จำนวนสามคน เพื่อให้จุฬาราชมนตรีนำเสนอชื่อต่อคณะรัฐมนตรี พิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งเป็น อะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  จำนวนหนึ่งคน "
                       มาตรา ๕  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.๒๕๒๔
                            "มาตรา ๔ ตรี  ให้อะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                            (๑) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการของประเทศไทย นำชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามในกิจการที่ต้องทำเกี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
                            (๒) เป็นผู้ควบคุมดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ชาวไทย ผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์
                            (๓) เป็นผู้ประสานงานในการปฎิบัติงานของคณะเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อกิจการฮัจย์
                            (๔) ให้คำปรึกษาหารือแก่คณะกรรมการ
                            (๕) ปฎิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ชาติชาย  ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี

            หมายเหตุ  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันไม่มีผู้ทำหน้าที่เป็น อะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  สำหรับเป็นผู้นำของชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทาง ไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้เกิดความยากลำบากแก่ผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ในเรื่องการขอใบอนุญาตเข้าเมือง การเดินทาง ที่พัก และมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมาก ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหาความเดือดร้อน ให้แก่ผู้ที่ไปแสวงบุญ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย สมควรกำหนดให้จุฬาราชมนตรี หรือผู้ที่จุฬาราชมนตรีเสนอชื่อ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งเป็น อะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์  (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)  มีหน้าที่ควบคุมดูแล และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

            คำสั่งกองทัพบก (คำสั่งชี้แจง) ที่ ๑๓/๘๑๗๓ เรื่องการไหว้พระสวดมนต์ประจำวันของทหารมุสลิม ลง ๑๘ เมย.๐๑
                เนื่องด้วยประชาชนส่วนมากในสี่จังหวัดภาคใต้ นับถือศาสนาอิสลาม ผู้ที่เข้ามารับราชการทหารสมควรได้รับการช่วยเหลือ ให้ได้ประกอบพิธีไหว้พระสวดมนต์ประจำวัน ตามประเพณีนิยมในศาสนาของตน ฉะนั้น ให้ มทบ.๕ และ ผส.๕ พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าหน่วยใดมีทหารมุสลิมจำนวนมาก ก็ให้ทหารมุสลิมแยกไหว้พระสวดมนต์ประจำวันต่างหาก และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ให้ปฎิบัติดังนี้
                    ๑. จัดให้มีห้องทำละหมาดของทหารมุสลิม โดยกำหนดเอาห้องใดห้องหนึ่งในโรงที่อยู่ของทหาร หรือสถานที่ตามสมควร และจัดให้มีลักษณะดังนี้
                        -  สะอาดปราศจากสิ่งโสโครก
                        -  ไม่ประดิษฐานรูปเคารพใด
                        -  ถ้าจะประดับด้วยภาพอักษรคติธรรมมุสลิม ตามความเหมาะสมก็ได้
                        -  มีแผ่นป้ายบอกว่าเป็น "ห้องละหมาดทหารมุสลิม"
                    ๒. เมื่อถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์ของทหารประจำวัน ซึ่งโดยปกติเวลา ๒๐๓๐ ตรงกับเวลาละหมาด ฮิซาร์ ของมุสลิม ให้บรรดาทหารมุสลิมเข้าไปทำละหมาด (ละหมาด อิซาร์)  ในห้องละหมาดทหารอิสลาม แทนการไหว้พระสวดมนต์ ตามระเบียบการไหว้พระสวดมนต์ของทหารที่ปฎิบัติอยู่ก่อน
                    ๓. การไหว้พระสวดมนต์ประจำวันของทหารมุสลิม ให้กระทำตามลำดับ ดังนี้
                        -  ทหารทำละหมาดตามลำพัง
                        -  กล่าวบทปลงใจ
                        -  ร้องเพลงชาติ
                        -  ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
                        ทั้งนี้ให้ปฎิบัติตามคำชี้แจงของ ยศ.ทบ. ท้ายคำสั่งนี้

           คำชี้แจง ระเบียบไหว้พระสวดมนต์ของทหารมุสลิม
                พระบัญญัติของศาสนาอิสลาม กำหนดให้มุสลิมทำละหมาดวันละ ๕ ครั้ง (อัส - ซอละฮ์)  แต่ละครั้งต้องกระทำภายในเวลาที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์กุระอาน ละหมาด ๕ ครั้ง นั้น เฉพาะครั้งสุดท้ายของวันเรียกว่า ละหมาด อิซาร์ กำหนดให้ทำในระหว่างเวลาตั้งแต่สิ้นแสงดวงอาทิตย์ บนท้องฟ้า จนเห็นแสงทองจับขอบฟ้าในวันใหม่ โดยปกติแล้ว การทำละหมาดแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย และทำตามลำพัง ณ ที่อยู่ของตน ผู้ที่ทำยืนบ่ายหน้าไปทางทิศกิบลัด คือ ทิศที่ตั้งวิหาร กาปะห์ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย
                กองทัพบกเห็นว่า หน่วยทหารภาคใต้มีทหารมุสลิมอยู่จำนวนมาก ถ้าหากทหารเหล่านั้นได้มีสถานที่ทำละหมาดเป็นสัดส่วน และเข้าประชุมพร้อมกัน ก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นทางปลูกฝังจิตใจของทหารมุสลิม ให้แนบแน่นกับศาสนาของตน จึงได้สั่งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องจัดห้องละหมาดทหารมุสลิมขึ้น

ฯลฯ

           บันทึกข้อความ   เรื่องการกระทำพิธีทางศาสนาของทหาร ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ลง ๑๘ ส.ค.๐๒
                ด้วย นายต่วน สุวรรณศาสน์  จุฬาราชมนตรี มีหนังสือถึง ผบ.มทบ.๒ ขอให้จัดสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่เรียกว่า มัสยิด ขึ้น และให้ทหารซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้ประกอบพิธีทุกวันศุกร์ เวลา ๑๒๓๐ - ๑๓๓๐ ทั้งนี้เนื่องจากในค่ายจักรพงษ์ มีทหารซึ่งนับถือศาสนาอิสลามจำนวนมาก และในโอกาสต่อไปจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่ง มทบ.๒ ได้สำรวจแล้วมีทหารซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ดังนี้ นายทหาร ๓ นายสิบ ๓ พลทหาร ๖๓ รวม ๖๙ คน และ มทบ.๒ ไม่ขัดข้องในการที่จะให้ทหารดังกล่าวนี้ กระทำพิธี ฯ ในวันศุกร์ ฯลฯ
                ยศ.ทบ. ได้พิจารณาและเสนอว่า ในปัจจุบันนี้ ทบ. ยังไม่ได้กำหนดแนวทางปฎิบัติในเรื่องนี้ให้เป็นการแน่นอน ฯลฯ  การอบรมจิตใจให้มั่นอยู่ในศาสนา และศึกษาคำสอนของศาสนา เป็นเรื่องที่ทางราชการควรสนับสนุน ซึ่งในวันศุกร์ หน่วยควรได้พิจารณาอนุญาตให้ทหาร ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามที่ไม่ติดราชการจำเป็น ไปร่วมชุมนุมปกระกอบพิธีทางศาสนา ณ มัสยิด ภายนอกโรงทหารได้ตามสมควร

ฯลฯ

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยสถาบันศึกษาปอเนาะ พ.ศ.๒๕๔๗
            ด้วยรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างสังคมสันติสุขและยกระดับพื้นฐานความเป็นอยู่ของประชาชน ในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส กระทรวงศึกษาธิการจึงเห็นสมควรส่งเสริมสถาบันการศึกษาปอเนาะ เป็นสถาบันสังคม เพื่อการสอนตามหลักศาสนาอิสลาม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมอิสลาม และความต้องการของชุมชนในการศึกษาอย่างเหมาะสม
            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
                ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันศึกษาปอเนาะ พ.ศ.๒๕๔๗" ........
                ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
                บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับระเบียบให้ใช้ระเบียบนี้แทน
                ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
                    "สถาบันปอเนาะ " หมายความว่า สถาบันสังคมของชุมชนอิสลามที่เสริมสร้างการเรียนรู้ในทางศาสนาอิสลาม และวัฒนธรรมอิสลาม เพื่อเสริมสร้างให้สมาชิกในชุมชนมีความรู้ และความประพฤติที่ดีงามในการดำรงชีวิตอย่างสันติสุข และมีความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ
                    "โต๊ะครู" หมายความว่า ผู้สอนที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี เป็นที่เคารพนับถือของชุมชนที่เป็นเจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะ
                    " ผู้ช่วยโต๊ะครู" หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี ซึ่งโต๊ะครูให้ช่วยสอนในสถาบันศึกษาปอเนาะ
                    "นายทะเบียน"  หมายความว่า นายทะเบียนสถาบันศึกษาปอเนาะประจำจังหวัด
                    "สำนักงาน" หมายความว่า สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน ตามกฎหมายโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี
                ข้อ ๔ โต๊ะครู เจ้าของสถานศึกษาปอเนาะใด ประสงค์จะจดทะเบียนเป็นสถาบันศึกษาปอเนาะ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ตามแบบ ป.น.๑ ท้ายระเบียบนี้
                ข้อ ๕ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นนายทะเบียนสถาบันปอเนาะจังหวัด ทำหน้าที่จดทะเบียนศึกษาปอเนาะ และมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะที่ได้จดทะเบียนแล้ว
                ให้นายทะเบียนออกหลักฐานการจดทะเบียนสถาบันศึกษาปอเนาะภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ พร้อมเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามแบบ ป.น.๒
                ข้อ ๖ ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นสำนักงานทะเบียนกลางสถาบันศึกษาปอเนาะ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานันศึกษาปอเนาะทุกจังหวัด และมีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนสถาบันศึกษาปอเนาะ และกำกับดูแลนายทะเบียนประจำจังหวัดให้ดำเนินการ ตามระเบียบนี้
                ข้อ ๗ สถานที่และบริเวณที่ตั้งสถาบันการศึกษาปอเนาะ ต้องมีความเหมาะสมแก่การดำเนินการสอน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และไม่ขัดต่อสุขลักษณะ หรืออนามัยของผู้เรียน
                ข้อ ๘ โต๊ะครู ที่ขอจดทะเบียนสถาบันศึกษาปอเนาะ ต้องมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ในที่ดิน และอาคารที่ใช้ดำเนินการสอน
                ข้อ ๙ โต๊ะครู ต้องมีคุณสมบัติและความรู้ ดังต่อไปนี้
                    (๑) มีสัญชาติไทย
                    (๒) มีความรู้วิชาสามัญ ไม่ต่ำกว่าหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับในช่วงชั้นปีที่จบหลักสูตร หรือความรู้ที่กระทรวงศึกษาธิการ รับรองว่าเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้
                    (๓) มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี โดยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือสมาคม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้
                ข้อ ๑๐ โต๊ะครู อาจมอบหมายผู้ช่วยโต๊ะครูทำการสอนในสถาบันศึกษาปอเนาะได้ โดยแจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบ ป.น.๓ ท้ายระเบียบนี้
                ผู้ช่วยโต๊ะครู ต้องมีคุณสมบัติและความรู้ ตามข้อ ๙ (๑) (๒) และ (๓)
                ข้อ ๑๑ โต๊ะครูหรือผู้ช่วยโต๊ะครู ที่ไม่มีความรู้วิชาสามัญตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ แต่มีความรู้สามารถอ่าน และเขียนภาษาไทยได้ ให้ยื่นคำขอผ่อนต่อนายทะเบียนได้ โดยโต๊ะครูหรือผู้ช่วยโต๊ะครู จะต้องเข้ารับการอบรมในหลักสูตรที่สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ได้รับการผ่อนผัน
                ข้อ ๑๒ กรณีที่ผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะเป็นเด็กที่ต้องเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติการศึกษา ภาคบังคับ พ.ศ.๒๕๔๒ ให้โต๊ะครูและผู้ปกครองต้องจัดให้เด็กได้เข้าเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ หรืออาจพัฒนาร่วมกับสถานศึกษาอื่น เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสศึกษาวิชาสามัญ ในระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ
                ข้อ ๑๓ สถาบันศึกษาปอเนาะ อาจจะพัฒนาให้ผู้เรียนได้ฝึกอบรมวิชาชีพร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีอาชีพ และสามารถดำรงชีพได้อย่างมีความสุข
                ข้อ ๑๔ ให้สถาบันศึกษาปอเนาะรายงานการดำเนินงาน พร้อมจำนวนผู้เรียนและผู้ช่วยโต๊ะครู ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง พร้อมทั้งสภาพปัญหา อุปสรรค และความต้องการที่จะขอรับการช่วยเหลือต่อนายทะเบียนทุก ๆ ๖ เดือน ตาม ป.น.๔
                ข้อ ๑๕ ให้สถาบันศึกษาปอเนาะ สิ้นสภาพเมื่อ
                    (๑) โต๊ะครู ถึงแก่กรรม เว้นแต่ทายาทซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ ๙ ได้ยื่นคำขอแสดงความจำนง ขอดำเนินการต่อภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่โต๊ะครูถึงแก่กรรม
                    (๒) โต๊ะครู ยื่นคำร้องขอเลิกสถาบันศึกษาปอเนาะ
                    (๓) ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน เนื่องจากไม่ปฎิบัติตามระเบียบนี้
                ข้อ ๑๖ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนอิสลาม ให้สอดคล้องกับสภาพการดำรงชีพในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการอาจส่งเสริมและพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะตามความเหมาะสม
                ข้อ ๑๗ ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการใช้ตามระเบียบนี้
            จำนวนสถาบันศึกษาปอเนาะที่จดทะเบียน
                จังหวัดยะลา  ๘๒ แห่ง  นักเรียน  ๕,๒๕๐ คน
                จังหวัดนราธิวาส  ๔๙ แห่ง  นักเรียน  ๓,๘๐๐ คน
                จังหวัดปัตตานี  ๑๘๒ แห่ง  นักเรียน  ๑๑,๑๕๐ คน
                จังหวัดสงขลา  ๕๒ แห่ง  นักเรียน   ๒,๓๐๐  คน
                จังหวัดสตูล  ๑ แห่ง  นักเรียน ๖๐ คน
                จังหวัดกระบี่  ๑ แห่ง  นักเรียน  ๓๐ คน
                จังหวัดปทุมธานี  ๑ แห่ง  นักเรียน  ๒๕ คน
                รวมสถาบันศึกษาปอเนาะทั่วประเทศ ๓๖๘ แห่ง
                รวมสถาบันศึกษาปอเนาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓๑๓ แห่ง
                นักเรียนปอเนาะทั่วประเทศ ๒๒,๖๒๑ คน
                นักเรียนปอเนาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒๐,๑๙๘ คน

ศาสนาซิกข์

            ศาสนาซิกข์  เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดีย เมื่อประมาณ ๕ ศตวรรษ มาแล้ว คุรุนักนานักเป็นผู้ประกาศ และมีผู้สืบต่อมาอีกสิบท่าน ท่านสุดท้ายคือ >คุรุโควินท สิงห์ ท่านได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ยึดถือในธรรมะแต่อย่างเดียวนับว่าเป็นการยุติการสืบศาสนาโดยบุคคลอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันชาวซิกข์ทุกคน ยึดมั่นอยู่ในธรรม ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้เป็นเล่มเรียกว่า มหาคัมภีร์ อาที ครันถ์ และเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อไปอีก จึงได้บัญญัติไว้ว่า
                "ธรรมคือเรา เราคือธรรม ในธรรมเปี่ยมด้วย อมฤต ธรรมที่แสดงไว้ หากสาวกเชื่อผู้นั้นประจักษ์แน่แท้ในเรา"
            ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่มุ่งสอนให้คนทำความดี ละความชั่ว  สอนให้พิจารณาที่เหตุ และให้ยับยั้งต้นเหตุด้วยสติปัญญา ตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ และชมเชยในสิ่งที่สมควรชมเชย  สอนให้คนรักกันฉันท์มิตรพี่น้อง รู้จักให้อภัยต่อกัน  สอนให้เข้าใจถึงการทำบุญ และการทำทาน สอนให้ละเว้นบาปทั้งหลาย สอนให้ทราบว่าไม่มีสิ่งใด มีอานิสงฆ์เสมอการภาวนา  สอนให้เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งมวลย่อมแตกดับ ตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนตลอดไปได้ แสดงว่าชีวิตย่อมอุบัติ และแตกดับเป็นนิจสิน ดังฟองน้ำ ได้แสดงถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ว่าทุกคนจะต้องได้รับผลจากกรรมที่ได้ก่อไว้ ทั้งในทางดีและทางชั่ว กฎแห่งกรรมนี้ไม่มีการยกเว้น
            คุณธรรมต่าง ๆ ที่ได้บัญญัติไว้ มีทุกระดับ และทุกคนสามารถรับได้ ทั้งนี้เพราะได้ประกาศหลักสัจธรรมไว้ในลักษณะสายกลาง  ได้แสดงไว้ว่า การทรมานสังขารของตน จนเป็นเหตุให้ต้องทนทุกข์ทรมาน หรือหย่อนยานจนฟุ้งเฟ้อหลงใหล เป็นสิ่งที่ล้วนเกินพอดีทั้งสิ้น  ท่านจะเผยแพร่ศาสนา ในลักษณะที่เข้าใจง่าย เห็นจริงด้วยตนเอง  ท่านจะไม่ชอบวิธีน้อมนำให้ประพฤติปฎิบัติตามประเพณี ที่ยึดถือตามกันมา โดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้  ท่านจะชี้แจงแสดงให้เห็นตลอด จนผลที่เกิดจากเหตุตามมา ดังเช่น ธรรมะตอนหนึ่งท่านแสดงว่า
                ผู้หยิ่งยะโสโอหัง อหังการณ์ในสมบัติพัศสถานที่ครอบครอง ผู้นั้นจะกลับชาติมาเกิดเป็นสุนัขในนรกภูมิ
                ผู้ใดมีความลำพองในความหนุ่มฉกรรจ์ และความงดงามแห่งตน ผู้นั้นคือ หนอนและแมลงที่โสโครก
                ผู้ใดที่ชอบอวดอ้าง ยกย่องสรรเสริญตนเองอยู่เสมอ ผู้นั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฎฎสงสารนับอนันตชาติ
                ผู้ที่มัวเมาลุ่มหลง อหังการณ์อยู่ในธนะสมบัติ ภูมิสมบัติ ผู้นั้นคือ คนโง่เขลามืดบอด ไร้ปัญญา
                พระผู้เป็นเจ้าโปรดแล้ว ผู้นั้นจะเป็นผู้สมถะ มักน้อย ครองตนเป็นผู้เสียสละปราศจากกิเลสทั้งปวง
            คุรุนานัก ได้แสดงไว้ว่า นี่แหละคือ หนทางแห่งความหลุดพ้นในโลกนี้ และเสวยวิมุติสุขตลอดกาล ท่านสอนให้ทุกคนมีความรักเพื่อนมนุษย์ ดังเช่นธรรมบัญญัติมีความว่า
                    มนุษย์คือ มวลมิตรของฉัน ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่ผู้แปลกหน้า
                    ที่ใดมีการอภัยต่อกัน ที่นั่นมีพระเจ้า
                    มนุษย์ชาติเราเห็นเป็นหนึ่งเดียว
ความเป็นมาของศาสนาซิกข์
            ศาสนาซิกข์ เกิดจากความบีบคั้นที่ได้รับจากคนในศาสนาอื่นของอินเดีย ในขณะนั้นซิกข์จึงเป็นศาสนาของผู้กล้า เสียสละ นักรบ ผู้ประกาศศาสนา ตั้งความมุ่งหมายไว้ในคำสอน ให้เป็นที่รวมความสามัคคี เพื่อประเทศชาติ คนซิกข์ทุกคนเสมือนรวมกันขึ้นประดุจมัดหวาย เป็นกำลังป้องกันชาติตระกูลของตน
            ผู้ประกาศศาสนาซิกข์ มุ่งรวมความแตกแยกระหว่างชาวชมพูทวีปในขณะนั้น ให้ผู้นับถือศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามรวมกันอยู่เป็นพวกเดียวกัน มุ่งตัดความแตกสามัคคีในระหว่างลัทธิศาสนาทั้งสองนั้นเสีย แล้วตั้งลัทธิใหม่ขึ้น ให้เหมาะแก่ชาติตระกูล ที่ประสบความยากเข็ญ เพราะความแตกสามัคคีดังกล่าว สมตามหลักที่ปรากฎในบัญญัติว่า "ไม่มีพระเจ้าสำหรับชาวมุสลิมอีกองค์หนึ่งแต่มีพระเจ้าองค์เดียว สำหรับมนุษย์ทั้งปวง"
            คุรุนานัก ผู้ให้กำเนิดศาสนาซิกข์  มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ - ๒๐๘๑  ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อทัลวันดี (Talvandi)  ปัจจุบันเรียก นานักนคร ตามชื่อของคุรุนานัก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองลาฮอร์ (Lahore) เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ ประมาณ ๓๐ ไมล์ หมู่บ้านตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำราวี (Ravi)  ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน
            คุรุนานัก เป็นคนจน เกิดในตระกูลที่เป็นฮินดู อยู่ในวรรณะพราหมณ์ บิดาทำงานเป็นคนรับใช้อยู่กับเจ้าเมืองมารดาเป็นนักศาสนาที่เคร่งครัด เมื่ออายุได้เจ็ดปี พ่อแม่ได้ส่งเข้าศึกษาในโรงเรียนเด็กชายคุรุนานัก ได้แสดงปัญญาความสามารถไต่ถามความรู้เรื่อง พระเจ้าต่อครูบาอาจารย์มีความรู้แตกฉานในคัมภีร์พระเวท ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้เก้าปี นานักปรารถนาเรียนรู้ความเป็นมาของศาสนาและเทพเจ้าของเพื่อนบ้าน จึงได้ศึกษาภาษาเปอร์เซียน เพื่อเรียนรู้ลัทธิของโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) ผู้ตั้งลัทธิปาร์ซี (Parsi) ทำให้นานัก สามารถโต้เถียงหลักศาสนา กับคณาจารย์เก่า ๆ ได้ตั้งแต่เป็นเด็กคัมภีร์ในศาสนซิกข์ที่เรียกว่า ครันถ์ (Cranth)  ได้หลักหลายหลักมาจากคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ และที่ยังจารึกเป็นอักษรเปอร์เซียนอยู่ก็มีชาวซิกข์ เชื่อกันว่า คุรุนานัก ศาสดาของตน สามารถสั่งสอนคนได้ตั้งแต่อายุเก้าขวบ
            คุรุนานัก เป็นคนชอบเปรียบเทียบ และแก้ไขคำสอนให้สมสมัย ตามปกติชาวปัญจาบชอบการกีฬาทำร่างกายให้แข็งแรงควรแก่การเป็นนักรบ บางพวกชอบฝึกหัดการค้าขาย แต่คุรุนานักไม่ชอบมุ่งหน้าหาความรู้ทางศาสนา เพื่อใช้หลักศาสนาแก้ไขชุมชนอย่างเดียว บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง พากันเป็นกำลังให้คุรุนานัก ได้เป็นคนสำคัญของบ้านเมือง ครั้งหนึ่งทางบ้านเมืองได้เสนอตำแหน่งราชการชั้นสูงมาให้แต่คุรุนานักปฎิเสธ อ้างว่าตนเองไม่ต้องการความรุ่งโรจน์ทางราชการ
            ต่อมาเมื่อมีอายุพอสมควร คุรุนานักได้แต่งงานกับสตรีผู้มีตระกูลดีคนหนึ่งของหมู่บ้านเดียวกัน และมีลูกสองคน แต่ชีวิตในครอบครัวหาความสุขได้ยาก เพราะคุรุนานักชอบความสงบแต่ภรรยาชอบความสนุกสนานรื่นเริง ในที่สุดคุรุนานักก็ทอดทิ้งภรรยาและลูก แล้วออกไปหาความสงบในป่าเมื่ออายุได้ ๓๖ ปี
                ปรากฎการณ์ครั้งแรก  วันหนึ่งขณะที่คุรุนานัก ทำความสงบอยู่ในป่า ก็ได้รับปรากฎการณ์ทางใจครั้งแรก ด้วยการได้ดื่มน้ำอมฤตถ้วยหนึ่งจากผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นได้แจ้งแก่คุรุนานักว่า "เราจะขออยู่กับเจ้า เราจะทำให้เจ้ามีความสุขสงบ และจะทำให้ทุกคนที่นับถือเราในเจ้ามีความสุขไปด้วย เจ้าจงออกจากที่แห่งนี้ จงไปข้างหน้า นึกถึงเราไว้เป็นนิตย์จงเป็นผู้เมตตา เป็นผู้สะอาด บูชา และกระทำใจให้เป็นสมาธิ ต่อไปนี้เจ้าจงเป็น คุรุ (ครู) ของคนทั้งหลาย"
                คุรุนานัก โสมนัสกับปรากฎการณ์ดังกล่าวนั้นสามวัน แล้วเดินทางออกจากป่า กลับไปยังหมู่บ้านเดิมของตน แล้วเริ่มแจกทานเป็นกิจแรกแก่คนจน ให้ยาและการรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้
                ในสมัยนั้น การปกครองในแคว้นปัญจาปหาระเรียบมิได้  ผู้มีอำนาจข่มเหงผู้น้อย  ศาลสถิตย์ยุติธรรมไม่มีความทรงธรรม  ผู้ครองเมืองเป็นนักประหาร  ความสัตย์ไม่มีในหมู่ชน  โรคภัยไข้เจ็บระบาด ไม่มีความสุขและสงบ  คุรุนานักตั้งตัวเป็นครู เที่ยวสั่งสอนคนตั้งตัวเป็นแพทย์รักษาพยาบาลคน และเที่ยวแนะนำให้ความยุติธรรมแก่คนทั้งหลาย  คุรุนานักสละสมบัติส่วนตนทั้งหมด แล้วท่องเที่ยวไปด้วยเครื่องแต่งกายชิ้นเดียว
                ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คุรุนานัก เป็นชาวฮินดู แต่ปฎิเสธพระเจ้าของชาวฮินดูทั้งหมด  ดังนั้นเมื่อออกสั่งสอนไปในที่ใด จึงได้สาวกทั้งที่เป็นฮินดู และมุสลิม  คุรุนานักแสดงตัวเป็นฮินดู และมุสลิม ในขณะเดียวกัน เห็นได้จากเครื่องแต่งตัวในเวลาออกสั่งสอนคน คุรุนานักจะสวมเสื้อสีหมากสุกอันเป็นสีแสดงถึงอิสรภาพตามลัทธิฮินดู แขวนประคำทำด้วยกระดูกไว้ที่คอ และเจิมหน้าด้วยหญ้าฝรั่นตามแบบของฮินดู แต่ขณะเดียวกันก็สวมหมวกตามแบบมุสลิม
                ลักษณะการแต่งตัวอันเป็นเครื่องหมายที่คุรุนานัก แสดงดังกล่าว เพื่อน้อมนำศาสนิกชนทั้งสองฝ่ายให้ได้คติเป็นกลางไม่ยึดเอาศาสนาใดศาสนา หนึ่ง อันเป็นเหตุแห่งการรังเกียจเคียดแค้นกันทั้งสองฝ่าย
                คุรุนานัก สอนว่า "ซิกส์เป็นศาสนาของคนทั้งหลาย พระเจ้าเป็นผู้ปราศจากภัยปราศจากเวร ไม่ใช่เป็นผู้ทำลาย แต่เป็นผู้สร้าง เราไม่มีพระเจ้าสำหรับชาวมุสลิม เรามีพระเจ้าองค์เดียว องค์หนึ่งผู้เป็นพระเจ้าของโลกทั้งมวล พระองค์ไม่โปรดวรรณะ หรือสี หรือลัทธิ อันแยกบัญญัติออกไปแต่ละอย่าง พระองค์ไม่มีการเกลียด ไม่มีการแช่ง สาป เหมือนพระเจ้าองค์อื่น ๆ"
                "พระเจ้าของเรา พระองค์ไม่มี (อายุ) จำกัด ทรงความเป็นอยู่จริง แม้ในเวลาปัจจุบันพระองค์ไม่มีกำเนิด ทรงดำรงอยู่โดยลำพัง พระองค์เองเราย่อมเข้าถึงพระองค์ ได้ด้วยความอนุเคราะห์ของครูบาอาจารย์ (ได้แก่ตัวคุรุนานักเป็นปฐม)"
                "พระเจ้าของเราไม่มีใครแต่งตั้ง อยู่โดยลำพังพระองค์เดียว ไม่มีสิ่งใดครอบงำปราศจากความตาย ปราศจากความเกิด ปราศจากชาติตระกูล เป็นผู้ซึ่งใครหยั่งรู้ไม่ได้ปราศจากรูปและลักษณะ ข้าพเจ้าหาพระองค์ก็ได้พบพระองค์ภายในสิ่งอันประกอบไป
ด้วยรูปทุกอย่าง"
                ประมุขของศาสนาซิกข์ในเวลาต่อมา ได้ประมวลคำสอนของคุรุนานักเป็นหลักของซิกข์ อาจย่อเข้าเป็นหลักใหญ่ได้สี่ประการคือ สามัคคี เสมอภาค ศรัทธา ความรัก (ภักดี)
                สองหลักต้นแสดงมติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า (องค์เดียวกัน) และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันสองหลักหลังแสดงมติ หรือทางปฏิบัติอันมนุษย์ จะพึงปฏิบัติตามเพื่อบรรลุความสุขเกษมขั้นสุดท้าย
                การเดินทางสั่งสอน  เพราะต้องการให้ฮินดู และมุสลิม ซึ่งกำลังวิวาทกันด้วยเรื่องเชื้อชาติ และศาสนาสัมพันธ์เข้าด้วยกันในฐานะที่ตนเป็นฮินดู คุรุนานักจึงพยายามสอนให้พวกมุสลิม เลื่อมใสในโอวาทของตนมากที่สุด คุรุนานักได้ศิษย์มุสลิมสำคัญคนหนึ่งคือ มารทาน (Mardana) ตามประวัติว่า เคยเป็นนักดนตรี ศิษย์ผู้นี้ได้ใช้ศิลปะดนตรีเป็นคำสั่งสอนของอาจารย์เป็นอันมาก อาจารย์กับศิษย์ออกเดินทางไปสั่งสอนตามหัวเมืองต่าง ๆ ในชมพูทวีปภาคเหนือไปถึงแคว้นกุรุเกษตร หริทวาร ปาณิปัต เดลี วรินทรวัน โครักขมาต พาราณสี และตลอดแนวลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร อันเป็นแหล่งกลางของศาสนาฮินดู ขึ้นไปสอนถึงแคว้นแคชเมียร์ และเปษวาร์ในปัจจุบัน
                การสั่งสอนตามดินแดนดังกล่าวตลอดระยะเวลาสิบสองปี ได้มีผู้มานับถือเป็นจำนวนมากเมื่อได้เห็นผลจากภายนอก คุรุนานักก็เข้ามาสู่แคว้นปัญจาบ อันเป็นถิ่นกำเนิดของตน เมื่อได้สั่งสอนอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง และได้ผลตามความมุ่งหมาย แล้วจึงได้ออกเดินทางลงสู่อินเดียภาคใต้ลงมาถึงแคว้นมัทราช อันเป็นศูนย์กลางของลัทธิเชนแล้วข้ามไปถึงเกาะลังกาได้สั่งสอนลัทธิใหม่ของตนถวายพระราชา พระราชินี แห่งเกาะลังกา และมีหลักฐานว่า คุรุนานักได้เดินทางไปสอนตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดียอีกหลายแห่ง
               แหล่งสำคัญที่คุรุนานักเดินทางไปสั่งสอนคือ ประเทศอารเบียไปสั่งสอนถึงเมืองเมกกะอันเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามคุรุนานักได้ชื่อว่าเป็นศาสดา ชาวอินเดียคนแรก ที่เดินทางธุดงค์ไปถึงเมืองเมกกะหลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปถึงเมืองเมดินะผ่านเข้าไปถึงเมืองแบกแดด ในดินแดนอิรักณ ที่นั้นได้เปิดการสั่งสอนอีกครั้งหนึ่ง ผู้ฟังทั้งหมดเป็นมุสลิม ระหว่างที่สอนอยู่มีผู้ตะโกนถามว่าท่านเป็นใคร ท่านนับถือศาสนาประเภทไหน คุรุนานักตอบว่า "ข้าพเจ้าคือคุรุ เดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อนำสิ่งสวัสดีมาให้ประชาชน ข้าพเจ้าปฏิเสธนิกายในศาสนาต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่นับถือนิกายใด พระเจ้าองค์หนึ่งองค์เดียวเท่านั้น เป็นที่นับถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านับถือพระองค์ในแผ่นดินนี้ ในสวรรค์และในที่ทั้งปวง"
               การเดินทางสั่งสอนของคุรุนานักเป็นหนทางยาวไกลและกันดาร เต็มไปด้วยการผจญภัยเคยถูกทำร้าย และเคยได้รับโทษจากผู้มีอำนาจ เคยมีปาฏิหาริย์ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์เป็นบุคลาธิษฐาน เช่นเดียวกับศาสดาในศาสนาอื่น แม้จะมีอุปสรรคด้วยประการใด คุรุนานักก็มิได้ย่อท้อเป็นผู้ประกอบด้วยขันติธรรม และเมตตาธรรมเป็นที่สุด
               อวสานของคุรุนานัก  คัมภีร์คันถะ (ครันถ์) ได้พรรณนาอวสานของศาสดาแห่งตนว่า คุรุนานักรู้อวสานของตน เมื่อเวลาใกล้เข้ามาก็ได้มอบธุระการงาน ให้แก่อัครสาวกคนหนึ่งชื่อว่า ลาหินา (Lahina)  ความจริงคุรุนานักตั้งใจจะมอบงานต่าง ๆ ให้บุตรชายแต่บุตรชายของท่าน เคร่งครัดในลัทธิฮินดู ไม่สามารถเปลี่ยนใจมานับถือลัทธิของบิดาได้  มีกล่าวว่า เพราะคุรุนานักไม่สามารถช่วยบุตรของท่านให้นับถือลัทธิที่ท่านประกาศได้ เป็นเหตุให้เกิดวิปฏิสาร เมื่อใกล้ถึงอวสานกาล
               เมื่อใกล้อวสาน คุรุนานักเหนื่อยอ่อนนัก เข้าไปพักใต้ต้นไม้แห้งต้นหนึ่งที่ตำบลคะเดประ แคว้นปัญจาบ ขณะนั้นต้นไม้แตกใบออกดอกใบเขียวสดไปเต็มต้น เป็นการต้อนรับและบูชาท่านให้เห็นเป็นอัศจรรย์  มีสาวกที่เป็นฮินดู และมุสลิมเข้าประชุมกันคับคั่ง เพื่อคอยพยาบาล  เมื่อเห็นว่าชีวิตของอาจารย์จะต้องสิ้นสุดลง สาวกฝ่ายมุสลิมจึงกล่าวขึ้นว่า ถ้าอาจารย์ถึงอวสาน จะนำศพไปฝังตามพิธีมุสลิม  สาวกฝ่ายฮินดูได้ยินก็ไม่ยอม ค้านว่าจะขอเป็นเจ้าภาพประกอบพิธีศพอาจารย์ ตามธรรมเนียมของฮินดู (เผา)  ท่านคุรุนานักได้ยินสาวกโต้เถียงกัน จึงได้ห้ามไม่ให้วิวาทกัน แล้วขอให้สาวกฝ่ายฮินดูนำดอกไม้มาวางไว้ข้างศพเบื้องขวา ให้พวกมุสลิม
นำดอกไม้มาวางไว้ทางซ้าย  รอไปจนถึงวันรุ่งขึ้นจากเวลาสิ้นลม  ถ้าดอกไม้ของฝ่ายใดบานก่อน ศพของท่านก็จะเป็นของฝ่ายนั้น  ต่อจากนั้นจึงสั่งให้สาวกสาธยายมนต์ ส่วนท่านเองชักผ้ารองพื้นคลุมร่างมิดชิด  ตั้งสติมุ่งหน้าต่อพระเป็นเจ้า มีอัครสาวกพร้อมด้วยสาวกอื่น ๆ จนกระทั่งรุ่งเช้าเปิดผ้าคลุมออกปรากฎว่าร่างของท่านหายไป และดอกไม้ทั้งซ้ายขวาก็บานขึ้นพร้อมกัน เห็นเป็นอัศจรรย์
            สาวกทั้งสองฝ่ายทำพิธีศพโดยปราศจากศพของท่าน ได้ก่ออนุสาวรีย์ขึ้นเป็นปูชนียสถานไว้ตรงบริเวณสถานที่อวสานของท่านแห่งหนึ่ง
ศาสดาแห่งศาสนาซิกช์

            ตามที่ปรากฎในประวัติศาสตร์ มีประมุขแห่งศาสนาซิกข์อยู่สิบท่านด้วยกันคือ
                ๑. คุรุนานัก  ก่อนสิ้นชีพไม่สามารถพึ่งลูกชายสองคนเป็นผู้สืบต่อทางลัทธิได้ ท่านจึงได้ประกาศแต่งตั้งศิษย์ที่รักของท่านคนหนึ่งซึ่งเป็นคนขวั้นเชือกขาย ชื่อลาหินา (Lahina) เป็นผู้สืบต่อ แต่เนื่องจากศิษย์ผู้นี้มีการเสียสละต่อท่านคุรุนานักตลอดมา ท่านจึงเปลี่ยนนามให้ใหม่ว่าอังคัต (Angal)  แปลว่า ผู้เสียสละร่างกาย
                ๒. คุรุอังคัต (พ.ศ.๒๐๘๑ - ๒๐๙๕)  ท่านผู้นี้เป็นนักภาษาศาสตร์ สามารถเผยแพร่คำสอนของอาจารย์ไปได้ยิ่งกว่าคุรุคนใด ท่านเป็นคนแรกที่แนะนำสาวกให้นับถือคุรุนานักว่า เป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง
                ๓. คุรุอมาร์ ทาส (Amardas พ.ศ.๒๐๙๕ - ๒๑๑๗)  ท่านเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนสุภาพ ได้ตั้งองค์การลัทธิซิกข์ขึ้นมาเป็นอันมาก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งเสริมลัทธิซิกข์ไว้ได้อย่างมั่นคง
                ๔. คุรุรามทาส (Ramsas  พ.ศ.๑๑๑๗ - ๒๑๒๔)  ท่านเป็นผู้สร้างศูนย์กลางของลัทธิซิกข์ไว้แห่งหนึ่งให้ชื่อว่า "หริมณเฑียร"  คือวิหารซิกข์ไว้ในทะเลสาบเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นลาฮอร์  สถานที่ดังกล่าวเรียกว่า อมฤตสระกลายเป็นที่บำเพ็ญบุญ ศูนย์กลางของลัทธิซิกข์ เช่นเดียวกับเมืองเมกกะ ศูนย์กลางของลัทธิอิสลาม  ท่านได้ตั้งแบบแผนไว้ว่า ผู้สืบต่อตำแหน่งคุรุ จำเป็นต้องเป็นเชื้อสายของตนเอง  ดังนั้นท่านได้แต่งตั้งบุตรชายของท่านเป็นคุรุต่อไป
                ๕. คุรุอรชุน(Arjan พ.ศ.๒๑๒๔ - ๒๑๔๙)  เป็นผู้รวบรวมคัมภีร์ในลัทธิซิกข์ได้มากกว่าผู้ใด  คัมภีร์ที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ท่านที่ผ่านมา และได้เพิ่มโอวาทของท่านเองไว้ในคัมภีร์ด้วย  เป็นผู้ออกบัญญัติว่า ชนชาติซิกข์ ต้องแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายของศาสนานิยม ไม่นิยมแต่งตัวด้วยวัตถุมีราคาแพง  ตั้งกฎเกณฑ์เก็บภาษีเพื่อบำรุงศาสนา ได้ชื่อว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิได้อย่างกว้างขวาง เสริมสร้าง หริมณเฑียร ขึ้นเป็น สุวรรณวิหาร  สิ้นชีพในการต่อสู้กับกษัตริย์กรุงเดลี
                ๖. คุรุ หริโควินทะ (Hari Covind  พ.ศ.๒๑๔๙ - ๒๑๘๑)   เป็นคุรุคนแรก ที่สอนให้ชาวซิกข์นิยมดาบ ให้ถือดาบเป็นเครื่องหมายของชาวซิกข์ ผู้เคร่งครัดในศาสนา เป็นผู้ส่งเสริมกำลังทหาร  สั่งสอนให้ชาวซิกข์เป็นผู้กล้าหาญ ต้านทานศัตรู (ซึ่งเข้ามาครองดินแดนอินเดียอยู่ในขณะนั้น)
                เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นไป เรื่องของศาสนาซิกข์ เป็นเรื่องของอาวุธ เรื่องความกล้าหาญ เพื่อต่อสู้ศัตรูผู้มารุกรานแผ่นดิน
                ๗. คุรุ หริไร (Hari Rai  พ.ศ.๒๑๘๑ - ๒๒๐๗)  ท่านผู้นี้ได้ทำการบต้านทานโอรังเซฟกษัตริย์มุสลิมในอินเดีย
                ๘. คุรุ หริกิษัน (Hari Kishan  พ.ศ.๒๒๐๗ - ๒๒๑๘)   ได้ดำเนินการเผยแพร่ลัทธิด้วยการต่อต้านกษัตริย์โอรังเซฟ เช่นเดียวกับ คุรุ หริไร
                ๙. คุรุ เทคพาหาทูร์ (Tegh Bahadur  พ.ศ.๒๒๑๘ - ๒๒๒๙)   เป็นนักรบที่แกล้วกล้า สามารถต้านทานการรุกรานของกษัตริย์อิสลาม ที่เข้ามาครอบครองอินเดีย และข่มขู่ศาสนาอื่น ท่านได้เผยแพร่ศาสนาซิกข์ ออกไปได้กว้างขวาง สุดเขตตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย และแผ่มาทางใต้จนถึงเกาะลังกา ท่านได้ต้านทานอิสลามทุกทาง พวกมุสลิมในสมัยนั้นไม่กล้าสู้รบกับคุรุท่านนี้ได้
                ๑๐. คุรุ โควินทสิงห์ (Covind Singh พ.ศ.๒๒๒๙ - ๒๒๕๑)   เป็นบุตรของคุรุเทคพาหาทูร์ เป็นผู้ริเริ่มตั้งบทบัญญัติใหม่ในศาสนาซิกข์ ด้วยวิธีปลุกใจสานุศิษย์ให้เป็นนักรบ ต่อต้านกษัตริย์มุสลิม ผู้เข้ามาข่มขี่ศาสานาอื่น เพื่อจรรโลงชาติ  ท่านได้ตั้งศูนย์กลางการเผยแพร่ลัทธิซิกข์อยู่ที่เมืองดัคคา (Dacca)  และแคว้นอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ท่านได้ประกาศแก่สานุศิษย์ทั้งหลายว่า ทุกคนควรเป็นนักรบต่อสู้กับศัตรู เพื่อจรรโลงชาติ ศาสนาของตน  ซิกข์ทุกคนต้องเป็นคนกล้าหาญ  คำว่า "สิงห์" อันเป็นความหมายของความกล้าหาญ เป็นชื่อของบรรดาสานุศิษย์แห่งศานาซิกข์มาตั้งแต่ครั้งนั้น และ "สิงห์" ทุกคนต้องรวมเป็นครอบครัวบริสุทธิ์
            คุรุโควินทสิงห์  เป็นผู้ริเริ่มลัทธิศีลจุ่ม (Baptismal Rite)  ขึ้นในลัทธิซิกข์ เป็นผู้ริเริ่มประกอบพิธีให้ผู้มาเป็นสานุศิษย์ ด้วยวิธีประพรมน้ำมนต์ และวิธีให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีดาบคมแช่ไว้ เป็นเครื่องหมายว่าผู้ดื่มน้ำต้องเป็นผู้กล้าหาญ  น้ำดังกล่าวนี้เรียกว่า "น้ำอมฤต" ผู้ได้ดื่มเท่ากับถึงความบริสุทธิ์ พร้อมที่จะออกรบเพื่อจรรโลงชาติ ศาสนา
            ประวัติประกอบเรื่องลัทธิพิธี "ศีลจุ่ม" มีอยู่ว่า กษัตริย์มุสลิมผู้เรืองอำนาจคือ โอรังเซฟ  ได้เข้ามาครอบครองอินเดีย ข่มขู่ชาติศาสนาอื่น ไม่มีนักรบอินเดียเหล่าใดจะปราบปรามโอรังเซฟได้  คุรุโควินทสิงห์ จึงฝึกสานุศิษย์ขึ้นหมู่หนึ่ง ทำสัตย์ปฎิญาณจะต่อสู้กับศัตรู ซึ่งมีกำลังมากกว่า โดยให้ตักน้ำจากแม่น้ำหม้อหนึ่ง เทน้ำนั้นลงในภาชนะใหญ่ใบหนึ่ง แล้วเอาดาบประจำตัวของท่านคุรุมากวนน้ำ บริกรรมมนต์อันเป็นศาสโนวาทของคุรุ แต่เก่าก่อนเรียกน้ำนั้นว่า น้ำอมฤต แล้วรดน้ำอมฤตลงบนศีรษะของศิษย์ และให้จิบน้ำสามครั้ง นับเป็นการรับศีลอกาลี (ไม่มีกาล - เป็นนิรันดร อันเป็นสรรพนามของพระเจ้า) ที่บัญญัติขึ้นใหม่
            จากนั้น ท่านคุรุ จะให้ศีล ๒๑ ข้อ เป็นศีลประจำชีวิตของศิษย์ทุกคนคือ
                ๑. นับถือคุรุทุกคนเป็นมิตร และถือตนเป็นบุตรแห่งศาสนานั้น
                ๒. นับถือเมืองปาตลีบุตร และกานันทปุระ ว่าเป็นปูชนียสถานที่เกิดของศาสนา
                ๓. เลิกถือชั้น วรรณะ
                ๔. ห้ามทะเลาะวิวาทระหว่างศิษย์ด้วยกัน
                ๕. พยายามพลีชีพในสนามรบ
                ๖. บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามประการคือ
                        - พระเป็นเจ้า ผู้เป็นสัจจะ เป็นศรีและเป็นอกาล
                        - ศาสโนวาทของคุรุทั้งหลาย
                        - ความบริสุทธิ์
                ๗. มี  "ก" ห้าประการไว้กับตน คือ กฑา (กำไลเหล็ก)  กัจฉา (กางเกงขาสั้น)  เกศ (ผม)  กังฆา (หวี)  กฤปาณ (ดาบ)
                ๘. เว้นจากการพูดเท็จ
                ๙. เว้นจากความโลภ โกรธ หลง และนับถือภรรยาท่านเสมอด้วยมารดา
                ๑๐. เว้นจากการเกี่ยวข้องกับผู้เป็นปรปักษ์ต่อศาสนา
                ๑๑. ผู้ใดไม่ส่งเสริมการรบไม่คบกับผู้นั้น
                ๑๒. ห้ามใช้สีแดง เช่น เสื้อผ้าสีแดง  (เนื่องจากสีแดง เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก และเมตตาอันเป็นอารมณ์ที่ขัดต่อนิสัยนักรบ)
                ๑๓. ให้ใช้นามสกุล "สิงห์" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                ๑๔. ห้ามเปลือยศีรษะ นอกจากเวลาอาบน้ำ
                ๑๕. เว้นจากการเล่นการพนัน
                ๑๖. ห้ามตัดหรือโกนผม หนวดและเครา
                ๑๗. ห้ามเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้เบียดเบียนชาติศาสนา
                ๑๘. ให้ถือว่าการขี่ม้า ฟันดาบและมวยปล้ำเป็นกิจที่ต้องทำเป็นนิจ
                ๑๙. ให้ถือว่าเกิดมาเพื่อทำความสุขให้ผู้มีทุกข์ และทำความเจริญให้แก่ชาติศาสนา
                ๒๐. เว้นจากการหรูหราโดยไร้สาระ
                ๒๑. ให้ถือว่าการส้องเสพกับพระเป็นเจ้าผู้เป็นอกาล และการสักการะบูชาผู้เป็นแขกเป็นกิจที่ควรทำเป็นประจำ
คัมภีร์ของศาสนา
            คัมภีร์ของศาสนาซิกข์เรียกว่า ครันถ - ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความว่าคัมภีร์หรือหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นคำร้อยกรองสั้นๆ รวม ๑,๔๓๐ หน้า มีคำไม่น้อยกว่าล้านคำ มี ๕,๘๙๔ โศลก โศลกเหล่านี้เข้ากับทำนองสังคีตได้ถึง๓๐ แขนง ปันเป็นเล่มได้ ๓๗ เล่ม ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์มีอยู่หกภาษาหลักคือ ปัญจาบี (ภาษาประจำแคว้นปัญจาปอันเป็นถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอร์เซียน ปรากริตฮินดีและมารถี
            ศาสนิกซิกข์โบราณประมาณร้อยละ ๙๐ เช่นเดียวกับศาสนิกในศาสนาอื่น ที่ไม่เคยรอบรู้คัมภีร์ของศาสนาของตนดังนั้น คัมภีร์จึงกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถแตะต้องได้ที่หริมณเฑียร หรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แคว้นปัญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคัมภีร์ถือเป็นศูนย์กลางศาสนาซิกข์
            ในวิหารของศาสนาซิกข์ไม่บังคับให้มีรูปเคารพนอกจากคัมภีร์  ให้ถือว่าคัมภีร์นั้นคือ ตัวแทนของพระเจ้า ทุกเวลาเช้า ผู้รักษาวิหาร จะนำผ้าปักดิ้นราคาแพงมาหุ้มห่อคัมภีร์ เป็นการเปลี่ยนผ้าคลุมทำความสะอาด วางคัมภีร์ลงบนแท่นภายในม่าน ซึ่งปักด้วยเกล็ดเพชร ก่อนพิธีสวดในเวลาเช้า ครั้นตกเย็นก็นำคัมภีร์ไปประดิษฐานไว้บนตั่งทองในห้องพิเศษ ไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับต้องได้
            คัมภีร์เดิมหรือช่วงแรกของศาสนานี้เรียก อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุท่านที่ห้าคือคุรุอรชุน (เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซึ่งคุรุท่านแรกคือคุรุนานัก และโอวาทของคุรุท่านต่อ ๆ มา พร้อมทั้งวาณี (คำภาษิต) ของภคัตคือ ปราชญ์ผู้ที่มีความภักดีอย่างยิ่งต่อลัทธินี้อีก ๑๑ ท่านและมีวาณีของภคัตผู้มีอาชีพประจำสกุล มารวมไว้ในอาทิคันถะด้วย
            ในเวลาต่อมาได้มีการรวบรวมโอวาทของคุรุอีกครั้งหนึ่ง โดยคุรุโควินทสิงห์ได้รวบรวมโอวาทของคุรุเทบาหาภูร์รวมเป็นคัมภีร์คันถ - ชาหิป อันสมบูรณ์
จริยธรรมของซิกข์
            คำสอนตามคัมภีร์คันถ - ชาหิป ซึ่งบรรดาท่านคุรุทั้งหลายได้ประกาศไว้เกี่ยวกับจริยธรรมอันเป็นเครื่องยังสังคม และประเทศชาติให้มั่นคงอยู่ได้ และยังจิตใจของผู้ปฏิบัติให้บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดท้ายได้ มีนัยโดยสังเขปคือ
            เกี่ยวกับพระเจ้า  "รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคำสั่งของพระเจ้า (อกาลปุรุษ)  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคำสั่งของพระเจ้า  บุตรธิดาจะได้รู้ถึงกำเนิดบิดามารดาได้อย่างไร โลกทั้งหมดร้อยไว้ด้วยเส้นด้ายคือ คำสั่งของพระเจ้า"
                "มนุษย์ทั้งหลายมีพระบิดาผู้เดียว เราทั้งหลายเป็นบุตรของท่าน เราจึงเป็นพี่น้องกัน"
                "พระเจ้าผู้สร้างโลก (อกาลปุรุษ) สิงสถิตย์อยู่ในสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างและสิ่งทั้งหลายก็อยู่ในพระเจ้า"
                "อ้าหล่า (อัลลอห์) ได้สร้างแสงสว่างเป็นครั้งแรก สัตว์ทั้งหลายอุบัติมา เพราะศักดิ์ของอ้าหล่า  สิ่งที่อ้าหล่าสร้างขึ้น เกิดมาแต่แสงสว่างนั้นเองจึงไม่มีใครสูง ไม่มีใครต่ำ ใครจะไม่ถามถึงวรรณะ และกำเนิดของท่าน ท่านจงแสวงหาความจริง ซึ่งพระเจ้าแสดงแก่ท่านวรรณะ และกำเนิดของท่านเป็นไปตามจารีตของท่านเอง"
                "อย่าให้ใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผู้ซึ่งรู้จักพรหมนั่นแหละเป็นพราหมณ์ อย่าถือตัว เพราะวรรณะความถือตัวเช่นนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่ว ฯลฯ "
                "คนทั้งหลาย บ้างก็เป็นอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ตุรกี ฯลฯ บางคนเป็นอิมานซาฟี จึงถือว่าคนทั้งหลายเป็นวรรณะเดียวกันหมด กรฺตา (ผู้สร้างโลกตามสำนวนฮินดู) และกรีมฺ (อ้าหล่าตามสำนวนมุสลิม) เป็นผู้เดียวกัน เป็นผู้เผื่อแผ่ประทานภัยอย่าเข้าใจผิด เพราะความสงสัย และเชื่อไปว่ามีพระเจ้าองค์ที่สอง ทั้งหลายจงปฏิบัติแด่พระเจ้าองค์เดียว คนทั้งหลายย่อมมีพระเจ้าเดียว ท่านจงรู้ไว้ซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว"
           เกี่ยวกับการสร้างโลก  ซิกข์สอนว่า แต่เริ่มแรกมีแต่อกาลบุรุษ ต่อมามีหมอกและกาซหมุนเวียนอยู่ได้ล้านโกฏิปี จึงมีธรณีดวงดาวน้ำ อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติขั้นมาบนสิ่งเหล่านี้นับด้วยจำนวน ๘,๔๐๐,๐๐๐ ชนิด มนุษย์มีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบำเพ็ญธรรม เป็นการฟอกดวงวิญญาณให้สะอาด อันเป็นหนทางให้หลุดพ้นจากการเกิดการตาย
            ซิกข์สอนว่าโลกมีมากต่อมาก ดวงสุริยะ ดวงจันทร์ ก็มีมากต่อมาก อากาศและอวกาศก็กว้างใหญ่ไพศาลอันผู้มีกิเลสยากที่จะหยั่งรู้ได้
            เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม  ซิกข์สอนว่า
                ๑. ให้ตื่นแต่เช้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนรุ่งอรุณ
                ๒. ตื่นแล้วให้บริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจให้สะอาด
                ๓. ให้ประกอบสัมมาชีพ
                ๔. ให้แบ่งส่วนของรายได้ ๑๐ ส่วน มอบให้แก่กองการกุศล
                ๕. ให้ละเว้นการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี
            เกี่ยวกับประเทศชาติ  ศาสนาซิกข์ตั้งขึ้นโดยคุรุนานัก ผู้มองเห็นภัยที่ประเทศชาติกำลังได้รับอยู่จากคนต่างชาติ และคนในชาติเดียวกัน จึงได้ประกาศธรรมสั่งสอนคน เพื่อความดำรงอยู่ของชาติ  คุรุวาณีของท่าน เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้รับฟังมีความสามัคคีมีความรักชาติ โดยไม่เกลียดชาติอื่น
                ต่อมาในสมัยคุรุโควินทสิงห์ ท่านได้สั่งสอนให้ชาวซิกข์เป็นทหารหาญ เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อชาติ  คุรุหลายท่านเช่นคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร์ ได้สละชีพเพื่อชาติ และศาสนา และบางท่านสละชีพ เพื่อป้องกันศาสนาฮินดู กล่าวคือ
                    - คุรุอรชุนเทพ  ถูกกษัตริย์อิสลามคือ ชาหันคีร์บังคับไม่ให้ท่านประกาศศาสนา ท่านถูกจับขังที่ป้อมเมืองลาฮอร์ถูกทรมานให้นั่งบนแผ่นเหล็กเผาไฟ และถูกโบยด้วยทรายคั่วร้อนบนร่าง กษัตริย์ชาหันคีร์บังคับให้ท่านเลิกประกาศศาสนาซิกข์ และหันมาประกาศาสนาอิสลามแทน แต่ท่านไม่ยอมทำตาม จึงถูกนำตัวไปใส่หม้อต้ม และถูกนำตัวไปถ่วงในแม่น้ำระวี จนเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๙
                    - คุรุเทคบาหาทุร  ถูกกษัตริย์อิสลามประหาร เพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกข์เช่นกัน
                    ในการกู้เอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฎว่าชาวซิกข์ได้สละชีวิตเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก
            เกี่ยวกับฐานะของสตรี  ศาสนาซิกข์ยกสตรีให้มีฐานะเท่าบุรุษ สตรีมีสิทธิในการศึกษา ร่วมสวดมนต์ หรือเป็นผู้นำในการสวดมนต์เท่ากับบุรุษทุกประการ  คุรุนานักให้โอวาทแก่พวกพราหมณ์ผู้เคร่งในวรรณะสี่ไว้ว่า
                "พวกท่านประนามสตรีด้วยเหตุใด สตรีเหล่านี้เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ราชา คุรุศาสดา และแม้แต่ตัวท่านเอง"
            เกี่ยวกับเสมอภาพ และเสรีภาพ  คุรุนานักสอนว่า "โลกทั้งหมดเกิดจากแสงสว่างอันเดียวกันคือ (พระเจ้า) จะว่าใครดีใครชั่วกว่ากันไม่ได้"
            คุรุโควินท สิงห์ สอนว่า สุเหร่า มณเฑียร วิหาร เป็นสถานที่บำเพ็ญธรรมของคนทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกต่างกันบ้าง เพราะความแตกต่างแห่งกาละและเทศะ
            วิหารของซิกข์มีประตูสี่ด้าน หมายความว่าเปิดรับคนทั้งสี่ทิศคือไม่จำกัดชาติศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผู้แจกหรือผู้รับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเป็นคนในวรรณะใด ๆ ชาติใดก็ได้คนทุกฐานะ ต้องนั่งกินอาหารในที่เสมอหน้ากัน
            เรื่องของโรงอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ได้ตั้งกฎไว้ว่า ใครจะเข้าพบท่านต้องรับอาหารจากโรงทานเสียก่อน เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นประจักษ์ว่า รับหลักการเสมอภาพของท่านคุรุ  ครั้งหนึ่งอักบาร์มหาราชไปพบท่านเห็นท่านนั่งกินอาหารในที่เดียวกับสามัญชน ทำให้อักบาร์มหาราชพอพระทัย ถวายเงินปีแด่ท่านคุรุผู้นี้
            อีกประการหนึ่งจะเป็นผู้ใดก็ตามจะต้องปฏิบัติสังคีต (พิธีชุมนุมศาสนิก) ด้วยมือของตนเองคือต้องเช็ดรองเท้า ตักน้ำ ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่มีใครได้รับยกเว้นเป็นพิเศษ ผู้ใดปฏิบัติตามได้มาก ยิ่งเป็นซิกข์ที่ดีมาก
ศาสนาซิกข์เข้าสู่ประเทศไทย

            ชาวซิกข์ส่วนมากยึดอาชีพค้าขายอิสระ บ้างก็แยกย้ายถิ่นฐานทำมาหากินไปอยู่ต่างประเทศบ้าง ก็เดินทางไปมาระหว่างประเทศ ในบรรดาชาวซิกข์ดังกล่าว มีพ่อค้าชาวซิกข์ผู้หนึ่งชื่อ นายกิรปาราม  มาคาน ได้เดินทางไปประเทศอัฟฆานิสถาน เพื่อหาซื้อสินค้าแล้วนำไปจำหน่ายยังบ้านเกิด  สินค้าที่ซื้อครั้งหนึ่ง มีม้าพันธุ์ดีรวมอยู่ด้วยหนึ่งตัว  เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว ได้เดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยได้นำม้าตัวดังกล่าวมาด้วย เขาได้มาอาศัยอยู่ในพระบรมโพธิสมภาร ของพระมหากษัตริย์สยาม ได้รับความอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขาจึงได้กราบบังคมทูลน้อมเกล้า ฯ ถวายม้าตัวโปรดของเขาแด่พระองค์ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเห็นในความจงรักภักดีของเขา พระองค์จึงได้พระราชทานช้างให้เขาหนึ่งเชือก ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในระหว่างเดินทางกลับอินเดีย
            เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงอินเดียแล้วเห็นว่า ของที่เขาได้รับพระราชทานมานั้น สูงค่าอย่างยิ่งควรที่จะเก็บรักษาให้สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้ากรุงสยาม จึงได้นำช้างเชือกนั้นไปถวายพระราชาแห่งแคว้นแคชเมียร์ และยำมูพร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ตนได้เดินทางไปประเทศสยาม ได้รับความสุขความสบายจากพี่น้องประชาชนชาวสยาม ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองด้วยทศพิธราชธรรมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของประชาชน ถวายการขนานนามของพระองค์ว่า พระปิยมหาราช
            พระราชาแห่งแคว้นแคชเมียร์ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็มีความพอพระทัยอย่างยิ่ง ทรงรับช้างเชือกดังกล่าวเอาไว้แล้วขึ้นระวางเป็นราชพาหนะต่อไป พร้อมกับมอบแก้วแหวนเงินทอง ให้นายกิรปารามมาดาม เป็นรางวัล จากนั้นเขาก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด ณ แคว้นปัญจาป แต่ครั้งนี้เขาได้รวบรวมเงินทอง พร้อมทั้งชักชวนเพื่อนพ้อง ให้ไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงสยามตลอดไป
            ต่อมาไม่นานผู้คนที่เขาได้ชักชวนไว้ก็ทยอยกันมาเรื่อย ๆ ดังนั้นศาสนสถานแห่งแรกจึงได้ถูกกำหนดขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซิกข์ ได้เช่าเรือนไม้หนึ่งคูหาที่บริเวณบ้านหม้อ หลังโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ มาตบแต่งให้เหมาะสม เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ
            ต่อมาเมื่อสังคมซิกข์เติบโตขึ้น จึงได้ย้ายสถานที่จากที่เดิมมาเช่าบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม ณ บริเวณหัวมุมถนนพาหุรัด และถนนจักรเพชรปัจจุบัน แล้วได้อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ มาประดิษฐานเป็นองค์ประธาน มีการสวดมนต์ปฏิบัติศานกิจเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๖ เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๕ ศาสนิกชนชาวซิกข์จึงได้รวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นจำนวนเงิน ๑๖,๒๐๐ บาท และได้ก่อสร้างอาคารเป็นตึกสามชั้นครึ่ง ด้วยเงินจำนวนอีกประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท เป็นศาสนสถานถาวรใช้ชื่อว่า ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖
            ต่อมาเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา ศาสนสถานแห่งนี้ถูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรถึงสองลูกเจาะเพดานดาดฟ้าลงมาถึงชั้นล่างถึงสองชั้น แต่ลูกระเบิดดังกล่าวด้าน แต่ก็ทำให้ตัวอาคารร้าว ไม่สามารถใช้งานได้ หลังจากได้ทำการซ่อมแซมมาระยะหนึ่ง อาคารดังกล่าวใช้งานได้ดังเดิม และได้ใช้ประกอบศาสนกิจมาจนนถึงปัจจุบัน
            ต่อมาเมื่อศาสนิกชนชาวซิกข์มีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ จึงต่างก็แยกกย้ายไปประกอบกิจการค้าขายตามหัวเมืองต่าง ๆ อย่างมีสิทธิเสรีภาพยิ่ง และทุกแห่งที่ศานิกชนชาวซิกข์ไปอาศัยอยู่ก็จะร่วมกันก่อตั้งศาสนสถาน เพื่อประกอบศาสนกิจของตน ปัจจุบันมีศาสนสถานของชาวซิกข์ที่เป็นสาขาของสมาคมอยู่ ๑๗ แห่ง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพ ฯ และตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ อีก ๑๖ แห่งคือ จังหวัดนครสวรรค์ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ตรัง สงขลา (อำเภอเมือง ฯ ) สงขลา (อำเภอหาดใหญ่) ยะลา และจังหวัดวปัตตานี
            ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีศาสนิกชนชาวซิกข์อยู่ในประเทศไทยประมาณสองหมื่นคน ทุกคนต่างมุ่งประกอบสัมมาอาชีพอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ ไทย ด้วยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหน้า
            สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย)  ได้อบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ดีมีศีลธรรม รู้จักรักษาขนบยธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ละเว้นจากสิ่งเสพย์ติดทั้งปวง ดำเนินการอุปการะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ต่อผู้ประสบทุกข์ยากอยู่เสมอมิได้ขาด
            จัดสร้างโรงเรียนซิกข์วิทยา ที่สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ มีห้องเรียน ๔๐ ห้อง มีนักเรียน ๓๐๐ คน ทั้งชายและหญิง สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ
            จัดสร้างสถานพยาบาล คลีนิคมานักมิชชัน เพื่อเปิดการรักษาพยาบาล มีคนไข้ที่ยากจนเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียเงิน โดยไม่จำกัดชั้น วรรณะ และศาสนา แต่ประการใด
            เปิดบริการห้องสมุดนานัก บริการหนังสือต่าง ๆ ทั้งในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาปัญจาบี
            เปิดสถานสงเคราะห์คนชรา เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจน ขัดสน และขาดแคลนผู้อุปการะ
            จัดตั้งมูลนิธิพระศาสดา คุรุนานักเทพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ นำดอกผลมาสงเคราะห์นักเรียนที่เรียนดี แต่ขัดสนทุนทรัพย์
            ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมการศาสนา  สภากาชาดไทย  มูลนิธิเด็กพิการ  มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ศาสนิกชนศาสนาต่าง ๆ  เชิญชวนให้ชาวซิกข์ออกบำเพ็ญตนเพื่อให้ประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม  อบรมซิกข์ศาสนิกชนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ประกอบสัมมาอาชีพ  ดำเนินชีวิตอย่างสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อ  รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สังคมส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงชาติ ศาสนา ตลอดจนชั้นวรรณะ  ยึดมั่นในธรรม  ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของคุณงามความดีตลอดไป

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

ประวัติความเป็นมา

            ในสมัยโบราณ แต่แรกเริ่มศาสนาพราหมณ์ฮินดูนี้เรียกกันว่า สนาตนธรรม หมายถึงธรรมอันเป็นนิตย์ คือไม่สิ้นสุดไม่รู้จักตาย แปลเอาความหมายถึงพระวิษณุ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิษณุธรรม
            ในเวลาต่อมา ศาสนานี้ได้มีชื่อเรียกกันว่า ไวทิกธรรม คือ ธรรมที่ได้มาจากพระเวท ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระวิษณุนั่นเอง
            ในเวลาต่อมา ได้มีผู้ตั้งชื่อศาสนานี้ใหม่ว่า อารยธรรม คือ ธรรมอันดีงามหรือธรรมอันเจริญ
            ต่อมาได้เปลี่ยนไปเรียกกันว่า พราหมณ์ธรรม คือคำสั่งสอนของพราหมณ์ ในสมัยนั้นชนวรรณะพราหมณ์ครองความเป็นใหญ่ มีอำนาจเต็มที่ ผู้ใดไม่เชื่อถือคำสั่งสอนของพราหมณ์ ถือว่ามีโทษหนัก เห็นได้ว่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดแท้ที่จริงแล้วก็คือ ธรรมะอันเดียวกัน เพียงแต่เรียกชื่อไปต่าง ๆ กันตามยุคสมัย ตำรับพระเวทยังคงมีอยู่ โดยอยู่ในกำมือของพวกพราหมณ์ โดยเฉพาะพวกพรามหมณ์ผู้มีหน้าที่สาธยาย ท่องบ่น และสั่งสอน ตลอดจนประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ให้แก่ชนในวรรณะของตน
            ศาสดา หรือผู้ตั้งศาสนาพราหมณ์ฮินดูคือ พระนารายณ์ ซึ่งคนส่วนมากเรียกกันว่า พระวิษณุ แต่เดิมพระวิษณุได้สอนธรรมะ และวิธีปฏิบัติธรรมแก่พระพรหมธาดา แล้วพระพรหมธาดา ผู้ได้สอนสันตกุมาร ผู้เป็นบุตรอีกชั้นหนึ่ง ต่อมาทั้งสองท่านก็ได้สั่งสอนแก่พระนารถมุนี ผู้เป็นเทพฤาษี เพื่อให้เผยแพร่ต่อไปยังนานาโลก
            สำหรับในโลกมนุษย์ พระอุปเทศกะ คือผู้แสดงเรื่องราวทางศาสนารองลงมาจากพระนารถมุนีคือ พระกปิลมุนี ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีตัวตนอยู่ในโลก ได้แสดงธรรมครั้งแรกที่วินทุอาศรม ต่อมาได้ตั้งอาศรมขึ้นที่ปลายแม่น้ำคงคาที่เรียกว่า กันคงคาสาคร ดังนั้นในเดือนธันวาคมและมกราคมของ
ทุกปี จะมีประชาชนจำนวนมากไปจาริกแสวงบุญ ณ ที่ดังกล่าว
            พระปรมาตมันเป็นพระเจ้าสูงสุด มีอุปาสยเทพอยู่สามองค์คือ พระพรหมา พระวิษณุ และพระศิวะ พระปรมาตมันไม่มีรูปและไม่มีตัวตน จึงกล่าววกันว่าเป็นนิรังการ หรือนิรากาลคือไม่มีอาการ หรือปราศจากอาการ
            ต่อมาเมื่อพระปรมาตมัน ประสงค์จะสร้างโลกก็เลยกลายเป็นสาการภาพคือ เกิดภาวะอันมีอาการและเป็นสามรูป ได้แก่พระพรหมธาดา พระวิษณุ และพระศิวะ
                พระพรหมา  เป็นผู้สร้างโลกต่าง ๆ
                พระวิษณุ  เป็นผู้คุ้มครองโลกต่าง ๆ
                พระศิวะ  เป็นผู้สังหารหรือทำลายโลกต่าง ๆ
            เทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ฮินดู  มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละสถานีมีเทพเจ้าแต่ละองค์ ดูไม่ออกว่าองค์ไหนสำคัญกว่าหรือสูงกว่า แต่ละกลุ่มนับถือแต่ละองค์ บางทีในครอบครัวเดียวกัน แต่ละคนในครอบครัวก็นับถือเทพเจ้าต่าง ๆ กัน เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก
            เมื่อพระปรมาตมัน ประสงค์จะมีโลกต่าง ๆ ก็จะแบ่งภาคเป็นสามภาคคือ พระพรหมา พระนารายณ์ และพระศิวะ ขณะเดียวกันพระแม่อาทิศักตี ก็แบ่งภาคเป็นสามองค์คือ มหาสรัสวดี มหาลักษมี และมหากาลี หรืออุมาเทวี
            ทั้งหกองค์แบ่งปางต่าง ๆ หรือสร้างเทพต่าง ๆ ขึ้นตามความต้องการเช่น พระโลกปาล ๕ องค์ พระทิศปาล ๑๐ องค์ พระเกษตรปาล (เจ้าที่เจ้าทาง) ๔๙ องค์ นพเคราะห์ ๙ องค์ เป็นต้น
            คัมภีร์ปุราณต่าง ๆ ได้บัญญัติไว้ว่ามีเทวดาทั้งหมดสามร้อยสามสิบล้านองค์ เพราะสิ่งของทุกชนิดมีเทวดาประจำด้วยทุกสิ่ง ในบ้านเรือนแต่ละส่วนของบ้าน มีเทพประจำอยู่ มีเทพเจ้าแห่งน้ำคือ พระวรุณ หรือพระพิรุณ เทพเจ้าแห่งลมคือ พระวายุเทพ เทพเจ้าแห่งอัญมณีรัตน์คือ พระกุเวร เทพเจ้าแห่งวิชาคือ พระแม่สรัสวดี เทพเจ้าแห่งสมองคือ พระพิฆเนศวร เป็นต้น
            ยังมีปางของพระแม่อาทิศักตี และปางนี้ทำให้เห็นว่ามีเทวดานานานาม นานารูป มีเทวดาในรูปนามเพื่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด โดยมีหลักว่าบรรดาเทพเจ้าเหล่านั้น เป็นส่วนของพระปรมาตมัน จึงถือกันว่ามีเอกภาพในพหุภาพคือ มีเทพเจ้าองค์เดียวในรูปร่างต่าง ๆ
            คัมภีร์  คือ พระเวท ซึ่งมีความหมายกว้างขวางมาก ถ้าต้องการให้เข้าใจดีจะต้องศึกษาศาสตร์หกแขนงเรียกว่า วิชาหกประการ หรือเวทางคศาสตร์ คือ ความรู้เกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นพระเวททั้งหกประการคือ
                ศึกษาศาสตร์  สอนการอ่าน ทำนองของพระเวท
                ศิลปศาสตร์  สอนว่าพระเวทหรือคำแต่ละคำของพระเวทและมนตร์ต่าง ๆ นั้น จะมีวิธีนำเอาไปใช้ที่ไหนและอย่างไร
                ไวยากรณ์ศาสตร์  สอนว่าคำแต่ละคำของพระเวท พระมนตร์ อุบัติขึ้นมาอย่างไร และออกเสียงอย่างไร
                นิรุกติศาสตร์  สอนเรื่องคำพูดหรือภาษาความเข้าใจในภาษา และการรู้จักใช้ถ้อยยคำให้ผู้อื่นเข้าใจ การศึกษาถึงที่มาของคำว่าแต่ละคำ มีอะไรมาประกอบเข้ากันบ้าง
                ฉันทศาสตร์  หรือกาพย์ศาสตร์ สอนว่ามนตร์แต่ละมนตร์ของพระเวทอ่านทำนองอย่างไร และมีวิธีการประพันธ์แต่ละกาพย์ แต่ละฉันท์อย่างไรบ้าง
                โชยติษศาสตร์  หรือนักษัตรศาสตร์ หรือโหราศาสตร์ หรือดาราศาสตร์ สอนถึงคติการโคจรของดวงดาวทั้งหลาย รวมถึงอุตนิยมวิทยาด้วย
                ได้มีการแบ่งการศึกษาพระเวทออกเป็นสี่เล่มคือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และอาถรรพเวท และหนังสือพระเวททั้งสี่ดังกล่าวยังแยกออกไปได้อีกสี่เล่มเรียกว่า อุปเวท
                ฤคเวท  แสดงประวัติศาสตร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเทวโลก มนุษยโลก หรือเคราะห์โลกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในห้วงอวกาศ
                อุปเวทของฤคเวทคือ อยุรเวท แปลว่า แพทย์ศาสตร์
                สามเวท  แสดงกลาศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ต่าง ๆ
                อุปเวทของสามเวท คือ คนธรรพเวท  ซึ่งมีการวิปัสนาต่าง ๆ  โดยใช้ศิลปะแห่งการดนตรี  เข้าช่วยให้ตั้งเป็นสมาธิได้
                อาชุรเวท  แสดงวิธีบูชาบวงสรวงต่าง ๆ ที่เรียกว่า  ยัญญกรรม
                อุปเวทของอาชุรเวท คือ ธนุรเวท  ซึ่งมีวิธีการสร้างอาวุธต่าง ๆ
                อาถรรพเวท  แสดงการใช้เวทมนตร์ เพื่อให้เกิดผลดี หรือผลร้ายขึ้น
                อุปเวทของอาถรรพเวท  คือ ศิลปเวท  ได้แก่ วิชาศิลปะต่าง ๆ
                นอกจากนี้ยังมี คัมภีร์อุปนิษัท หลายอย่างที่แต่งขึ้น เพื่อบรรยายความหมายของพระเวท อีกหลายเล่มด้วยกัน
                ต่อมาจึงได้มีการแต่ง คัมภีร์ปุราณะ ๑๘ เล่ม  กับคัมภีร์อุปปุราณะ อีก ๑๘ เล่ม  เพื่ออธิบายข้อความและความหมายของคัมภีร์พระเวท โดยยกเอาเรื่องจริง ๆ ขึ้นมากล่าว และใช้นิทานเรื่องต่าง ๆ มาสาธกด้วย เพื่อเป็นอุทาหรณ์ประกอบให้เข้าใจชัดเจน
                นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อื่น ๆ ที่เป็นทำนองอรรถาธิบาย คัมภีร์พระเวทอีกมาก เช่น คัมภีร์สังหิตา คัมภีร์พระพรหมครันถ์ เป็นต้น  รวมกันแล้วนับได้หลายพันเล่ม
                คัมภีร์ที่เป็นสาระแห่งคัมภีร์ทั้งหลายยังมีอีกสองเล่ม คือ คัมภีร์มหาภารตะ ในคัมภีร์เล่มนี้มีอยู่ตอนหนึ่งชื่อ ศรีมัทภควคีตา  นับว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุดเป็นที่คารวะของนักคิด นักการศาสนา และนักปรัชญาทุกระบบ หลักธรรมคำสอนใน ภควัทคีตา มีที่มาจากแหล่งคัมภีร์อุปนิษัท  ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคัมภีร์พระเวท
                คัมภีร์อีกเล่มหนึ่งคือ คัมภีร์รามายณะ  เป็นประวัติเรื่องราวของพระราม  ชาวฮินดูเชื่อกันว่า พระรามเป็นอวตารปางที่เจ็ดของพระวิษณุ  และเป็นผู้มีคติวิเศษในการปฎิบัติมนุษยธรรม
                ในคัมภีร์ของสนาตนธรรมทุก ๆ คัมภีร์สอนไว้ว่า ชีว คือ วิญญาณนั้ไม่มีวันตาย และไม่สูญหาย มีอยู่ตลอดเวลา  เพียงแต่หมุนเวียนอยู่โดยกรรมคติ ที่กระทำอยู่ตลอดเวลา
                ตามคติของพราหมณ์ฮินดู  ถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นอีกสาขาหนึ่งของสนาตนธรรม พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางที่เก้าของพระวิษณุ ในทำนองนี้ศาสนาทุกศาสนาจึงเป็นองค์ประกอบของสนาตนธรรม ด้วยเหตุนี้ ชาวพราหมณ์ฮินดูจึงมิได้มีจิตใจรังเกียจเดียดฉันท์ศาสนาใด  บรรดาศาสนิกชนของทุกศาสนา เป็นเสมือนพี่น้องกัน
            สัญลักษณ์ทางศาสนา  สำคัญที่สุดคือ ตัวอักษรที่อ่านว่า โอม มาจาก  อ + อุ + มะ เป็นแทนพระตรีมูรตีเทพ คือ แทนพระนารายณ์หรือพระวิษณุ  อุ  แทนพระพรหมา แทนพระศิวะ หรือพระอิศวร เมื่อรวมกันเข้าเป็นอักษรเดียวกลายเป็นอักษร โอม  แทนพระปรมาตมัน พระเจ้าสูงสุด ไม่มีตัวตน สัญลักษณ์นี้ทุกนิกาย ทุกลัทธิ ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ต้องใช้เป็นประจำ
            สัญลักษณ์รองลงมาคือ เครื่องหมายสวัสดิกะ  เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกนิกาย ทุกลัทธิใช้กันมาก  เป็นเครื่องหมายแทนพระพิฆเนศวร หรือพระคเณศ   หมายถึงเป็นมงคลทุกด้าน ทุกมุม ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง
            รองลงมามีเครื่องหมายสัญลักษณ์หลายอย่าง ซึ่งแต่ละนิกายและลัทธิ ใช้กันประจำนิกาย และลัทธิ เช่น  นิกายไศวะ ใช้รูปตรีศูล  นิกายไวษณพ ใชรูปจักร เป็นต้น
            ในประเทศไทย เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ใช้ทั้งตรีศูล และตัวอักษร โอม เป็นสัญลักษณ์ ทางสมาคมฮินดูสมาชเอาตัวอักษรโอม เป็นสัญลักษณ์ สมาคมฮินดูธรรมสภา  เอารูปโอม ล้อมรอบด้วยสวัสดิกะ และจักร ในรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์
            ทั้งสามสถาบัน รวมกันเรียกว่า องค์การศาสนาพราหมณ์ฮินดู ซึ่งมัสัญลักษณ์ร่วมคือ ตัวโอม อยู่ระหว่างตรีศูล
            นอกจากนี้ยังมีรูปดอกบัว สังข์ คฑา ช้าง โค พระอาทิตย์ นกยูง สิงโต งู คันไถ และอื่น ๆ ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำนิกาย และประจำลัทธิด้วย แต่ต้องมีตัวโอมอยู่เสมอ
            นิกายและลัทธิ  มีสี่นิกายด้วยกัน คือ
                นิกายไศวะ  ถือพระอิศวรเป็นใหญ่ และนับถือพระนารายณ์ พระพรหม  กับเทพอื่น ๆ ด้วย
                นิกายไวษณพ  ถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ และนับถือพระศิวะ พระพรหมา  กับเทพอื่น ๆ ด้วย
                นิกายศากฺต  ถือว่าพระแม่อาทิศักตี หรือพระแม่ปราศักตี เป็นใหญ่  และนับถือพระพรหมา พระนารายณ์ กับเทพอื่น ๆ ด้วย
                นิกายสมารฺต  ถือเทพห้าองค์ด้วยกัน คือ พระพิฆคเณศวร พระแม่ภวานี คือ พระศักตี พระพรหมา พระนารายณ์ พระศิวะ ไม่มีองค์ใดใหญ่กว่าโดยเฉพาะ
                มีลัทธิที่แยกจากทั้งสี่นิกาย อีกหลายร้อยนิกาย แต่ละนิกายมีเทพสำหรับสักการะบูชา มีปรมาจารย์ผู้กำเนิดนิกาย แต่ทุกนิกายถือว่า พระปรมาตมัน เป็นพระเจ้าสูงสุด และใช้ตัวอักษร โอม เป็นสัญลักษณ์ทั้งสิ้น
                จุดมุ่งหมายของศาสนา  เพื่อนำบุคคลไปสู่ความหลุดพ้น ทั้งจากกองกิเลส และกองทุกข์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหลุดพ้นไปแล้วก็จะกลายเป็นเอกภาพ มีภาวะเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับพระปรมาตมัน ภาวะดังกล่าวเรียกว่า โมกฺษคติ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
                ในโลกนี้มีโยนิ (คือ สัตว์ทั้งหลาย)  อยู่ถึงแปดล้านสี่แสนชนิดด้วยกัน มีสัตว์เพียงประเภทเดียวเท่านั้น ที่มีลัทธิพิเศษเฉพาะคือ มนุษย์ ที่จะเข้าถึงโมกฺษ ได้
                ศาสนาพรหมณ์ฮินดู ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของเทพเจ้า เป็นที่พึ่งฝ่ายเดียว แต่ยังอาศัยกรรมของตน ฉะนั้นคัมภีร์พระเวทจึงได้สอนไว้ว่า  มนุษย์ทั้งหลายควรปฎิบัติตามคติสี่ประการคือ ธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ
                    อรรถ  แปลว่า  ทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งของที่ต้องการ
                    กาม  แปลว่า ความปรารถนา ความประสงค์  ความต้องการ การอุปโภค บริโภค สิ่งต่าง ๆ  ก็จัดเป็นกามเหมือนกัน
                    มนุษย์ เมื่อสำเร็จโมกษธรรมแล้ว ยังไม่ควรจะละเลิก อรรถะ กับกามะ โดยสิ้นเชิง
ศาสนาพราหมณ์ฮินดูในดินแดนสุวรรณภูมิ

            สมัยก่อนรัตนโกสินทร์  ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ได้เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ก่อนสมัยทวารวดี คัมภีร์ชาดกในพระพุทธศาสนาเช่นพระมหาชนก คัมภีร์รามายณะก็กล่าวถึงดินแดนในสุวรรณภูมิ และสุวรรณทวีปไว้
            เมื่อปี พ.ศ.๓๐๓ คณาจารย์พราหมณ์ที่ติดตามพระโสณะเถระกับพระอุตรเถระ ศาสนทูตของพระเจ้าอโศก ฯ เข้ามายังสุวรรณภูมิ จุดแรกที่ทั้งสององค์มาประดิษฐานพระพุทธศาสนาคือ นครปฐม ตอนนี้นับเป็นยุคแรก ๆ ของพราหมณ์ในประเทศไทย ประจักษ์พยานในการเผยแพร่ศาสนาพราหมณ์ คือ ปฏิมากรรม และปูชนียวัตถุของศาสนาเช่นเทวรูป เทวาลัย พบที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี ที่ตำบลพงตึก
            โบราณวัตถุของพราหมณ์ดังกล่าวมักจะพบคู่กับปฏิมากรรมในพระพุทธศาสนาเช่น เมื่อพบพระพุทธรูป พระเจดีย์ หรือพระปรางค์ ณ ที่ใดก็มักจะพบเทวรูป และเทวสถานของพราหมณ์ พร้อมกับวัตถุทางศาสนา เช่น เสาชิงช้า เป็นต้น ณ  ที่นั้นด้วยเสมอ
            ประมาณปี พ.ศ.๑๘๐๐ พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ได้แพร่จากอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย ตั้งมั่นอยู่ที่สุโขทัย พระมหากษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาก ในขณะเดียวกันก็ทรงเอาธุระในศาสนาพราหมณ์ฮินดูด้วย ในราชสำนักมีพราหมณ์ พระศรีมโหสถ พระมหาราชครู เป็นปุโรหิต ถวายความรู้วิทยาการของนักรบและวิทยาการของกษัตริย์ มีการประกอบพิธีกรรมตามพระเวท อันสืบเนื่องมาเป็นพระราชพิธีจนถึงปัจจุบัน
            บรรดาพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเบีดเบียนชีวิตมนุษย์ และสัตว์ที่เรียกว่า ยัญกรรมนั้น คณาจารย์พราหมณ์ในพระราชอาณาจักรไทยได้เลิกไปหมดสิ้น เพราะขัดกับพื้นฐานของสังคมชาวพุทธ คงเหลือแต่การประกอบพิธีสาธยายพระเวท สร้างมงคล ล้างอัปมงคล ดำเนินงานทางศาสนาคู่ไปกับพระพุทธศาสนา อีกทั้งคณาจารย์พราหมณ์ได้เป็นอุบาสก ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เจริญรอยตามพระยุคลบาท พระมหากษัตริย์แห่งพระราชอาณาจักรไทยมาตั้งแต่โบราณกาล ด้วยเหตุนี้จึงเกิดมีคำว่าพุทธกับไสย อิงอาศัยกัน ปัจจุบันมีพิธีกรรมพราหมณ์บางอย่างก็มีพุทธเจือปนเช่น มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ท้ายพระราชพิธีตรียัมปวาย ตรีปาวาย เป็นต้น เรื่องของพุทธก็มีพราหมณ์แทรกเช่น การเดินประทักษิณรอบวัตถุสถานมงคล การจุมเจิมลูกนิมิตร การรดน้ำสังข์ให้เจ้านาค การเบิกพระเนตรพระพุทธปฏิมา เป็นต้น
            ในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในพระราชอาณาจักรไทยตามลัทธิลังกาวงศ์นับว่าเป็นยุคที่สองของพราหมณ์ในไทย ยุคนี้ห่างจากยุคแรกประมาณ ๑,๕๐๐ ปี ได้ปรากฎปูชนียวัตถุในศาสนาพราหมณ์ ในหลาย ๆ ที่ขุดพบในอาณาจักรสุโขทัยรวมทั้งจารึกพระเวทในศาสนาพราหมณ์อีกเป็นจำนวนมาก

                พราหมณ์ในพระราชอาณาจักรไทย  อาจกล่าวได้ว่าเป็นพราหมณ์สมัยพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าที่ตั้งของศาสนพิธีของพราหมณ์ และของพุทธที่สำรวจพบในพระราชอาณาจักรไทย มักจะมีเทวรูป ปฏิมากรรมในพระพุทธศาสนาอยู่ในสถานที่เดียวกันเสมอ
                จากตำนานและข้อสันนิษฐานต่าง ๆ จะเห็นว่าบรรดาวิชาการต่าง ๆ ที่ได้ศึกษากันมาในสมัยพันกว่าปีมานี้ได้อาศัยวิชาในแขนงอุปเวท อาถรรพเวท เป็นส่วนมากเช่น อายุรเวทว่าด้วยทางเภสัช การปรุงยาและการแพทย์ทุกแขนง นิติเวทว่าด้วยการปกครองกฎหมายจะเขียนแบบแผนของบ้านเมืองเป็นต้น ตลอดจนวรรณคดีเช่น หนังสือเรื่องสมุทโฆษคำฉันท์ ฉบับที่พระมหาราชครูแต่ง และหนังสือจินดามณี ต้นตำราเรียนภาษาไทยซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ ฯ โปรดให้พระยาโหราธิบดี (พราหมณ์) แต่งเอาไว้เพื่อใช้สอนกันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นต้น ดังนั้นในสมัยก่อนที่ปรึกษาราชการงานเมืองจึงมีพราหมณ์ปุโรหิตอยู่ด้วยเสมอ เพราะโดยตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนวิชาการต่าง ๆ ด้วย
                ตระกูลของพราหมณ์ ที่เข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยมีอยู่มากมาย ตัวอย่างตระกูลพราหมณ์สำคัญครั้งสมัยอยุธยาคือ
                    พราหมณ์ศิริวัฒนะ ได้เป็นพระมหาราชครู พระราชปุโรหิตาจารย์ราชสุภาวดีศรีบรมหงส์วงศ์บริโสดม พราหมณ์ทิชาจารย์ พระมหาราชครู ได้มีลูกหลานให้กำเนิดสกุลสำคัญ ๆ สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ อันเป็นต้นตระกูลทองอิน อินทรพล นรินทรกุล สิงหเสนี จันทรโรจนวงค์ ชัชกุล ภูมิรัตน์ บูรณศิริ สุจริตกุล ศิริวัฒนกุล
                หน้าที่ของพราหมณ์  แบ่งออกได้เป็นพราหมณ์โหรดาจารย์ ผู้บูชาในลัทธิหราหมณ์  อุทาคาดา ผู้สวดขับดุษฎีสังเวย และพราหมณ์อัชวรรย ผู้จัดทำพิธีในลัทธิ

            สมัยรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พราหมณ์จากปักษ์ใต้ขึ้นมารับสนองพระบรมราชโองการเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนัก ปฏิบัติพระราชพิธีสำหรับพระองค์ และพระราชอาณาจักร โดยให้ประกอบพระราชพิธีตรียัมปวาย โล้ชิงช้า ซึ่งเป็นการขอพรจากพระอิศวร เพื่อให้พระนครมั่นคง แข็งแรง และมีความอุดมสมบูรณ์
            พรหมณ์ได้ปฎิบัติทางราชพิธีต่อมาทุกรัชกาล จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ในกระทรวงวัง
            ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พราหมณ์ปฏิบัติพระราชพิธีสำหรับพระองค์และประเทศชาติต่อไป โดยให้ขึ้นตรงต่อสำนักพระราชวัง และปฏิบัติศาสนกิจที่เทวสถาน สำหรับพระนครข้างวัดสุทัศนเทพวราราม เสาชิงช้า กรุงเทพ ฯ
                ตำแหน่งพราหมณ์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีอยู่หลายตำแหน่งด้วยกันคือ
                    พระมหาราชครู พระครูมหิธรธรรมราชสุภาวดี    นา ๑๐,๐๐๐
                    พระราชครู พระครูพิเชดษรราชธิบดีศรีษรคม    นา ๕,๐๐๐
                    พระธรรมสาตรราชโหรดาจารย์ ปลัดมหิธร    นา ๓,๐๐๐
                    พระอัฐยาปรีชาธิบดีโหระดาจารย์ ปลัดพระครูพิเชด    นา ๓,๐๐๐
                    พระญาณประภาษอธิบดีโหระดาจารย์    นา ๓,๐๐๐
                    ขุนไชยอาญามหาวิสุทธิปรีชาจารย์    นาคล ๑,๕๐๐
                    ขุนจินดาพิรมยพรมเทพวิสุทธิวรษาจารย์    นาดล ๑,๕๐๐
                    พระมหาราชครู พระราชประโรหิตาจารย์ ราชสุภาวดี ฯ    นา ๑๐,๐๐๐
                    พระราชครู พระครูพิราม ราชสุภาวดี ฯ    นา ๕,๐๐๐
                    พระเทพราชธาดาบดีศรีวาสุเทพ  ปลัดพระราชครูปุโรหิต      นา  ๓,๐๐๐
                    พระจักปานีศรีสัจวิสุทธิ ปลัดพระครูพิราม    นา  ๓,๐๐๐
                    พระเกษมราชสุภาวดี ศรีมณธาดูลราช เจ้ากรมแพ่งกระเษม    นา  ๓,๐๐๐
                    ขุนสุภาเทพ ๑ ขุนสภาสภาพาน ๑  ปลัดนั่งศาล    นาดล  ๔๐๐
                    ขุนหลวงพระไกรศรี ราชสุภาวดี ฯ  เจ้ากรมแพ่งกลาง    นา   ๓,๐๐๐
                    ขุนราชสุภา ๑ ขุนสภาไชย ๑  ปลัดนั่งศาล    นาดล  ๔๐๐
                    พระครูราชพิทธี จางวาง    นา  ๑,๐๐๐
                    พระครูอัศฎาจารย์ เจ้ากรม    นา  ๘๐๐
                    หลวงราชมณี ปลัดกรม    นา  ๖๐๐
                    ขุนพรมไสมย ครูโล้ชิงช้า    นา  ๔๐๐
                    ขุนธรรมณะรายสมุบาญชีย    นา ๓๐๐
                    ขุนในกรม นา ๓๐๐ หมื่นในกรม นา ๒๐๐  พราหมเลวรักษาเทวาสถาน    นาดล  ๕๐
                    พระอิศวาธิบดี ศรีสิทธิพฤทธิบาท จางวาง    นา  ๑,๐๐๐
                    ขุนในกรมพฤทธิบาท  นา ๓๐๐  หมื่นในกรมพฤทธิบาท  นา ๒๐๐
                    ประแดงราชมณี    นา  ๒๐๐
            ในปี พ.ศ.๒๔๒๒  ศาสนิกพราหมณ์จากทางภาคใต้ของอินเดียที่อยู่ในไทย ได้ร่วมกันจัดสร้างศาลาเล็ก ๆ สำหรับประดิษฐานเทวรูปพระแม่อุมาเทวีไว้เคารพบูชา  ต่อมาเมื่อจำนวนศาสนิกชนมีมากขึ้น จึงได้ไปสร้างวัดวังวิษณุ โดยศาสนิกชนพราหมณ์อุตตรประเทศได้ร่วมกันสร้างขึ้น

            ศาสนิกชนชาวปัญจาบ  แบ่งออกเป็นสองพวกคือ ซิกข์ และพราหมณ์ฮินดู ได้ใช้สถานที่ร่วมกันปฎิบัติศาสนกิจ ที่บ้านบริเวณหลังวังบูรพา  เมื่อมีจำนวนคนมากขึ้นจึงแยกกัน โดยศาสนิกชนพราหมณ์ฮินดู ได้ไปสร้างฮินดูสมาช ที่บริเวณใกล้เสาชิงช้า ต่อมาชาวภารตได้รวบรวมกันจัดตั้งสถาบันขึ้น พร้อมกับสมาคมฮินดูธรรมสภา เรียกว่า อารยสมาช เป็นพราหมณ์ฮินดูที่ถือธรรมะเป็นศาสดา ไม่บูชานับถือรูปเคารพใด ๆ
            ศาสนสถาน

                เทวสถานสำหรับพระนคร  ตั้งอยู่ที่ถนนบ้านดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๗   โดยสร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสามหลัง มีกำแพงล้อมรอบคือ
                    สถานพระอิศวร   เป็นโบสถ์ถือปูนไม่มีลาย หรือภาพเขียนใด ๆ สร้างแบบเรียบง่าย ภายในมีเทวรูปพระอิศวร เป็นเทวรูปประธาน ขนาดเท่าคนธรรมดาอยู่ในท่าประทับยืน เป็นปางประทานพร อยู่บนเบญจา  และยังมีเทวรูปอื่น ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก  ได้แก่  พระพิฆคเณศวร พระนางอุมา  พระอิศวรปางนาฎราช พระนางราธา พระกฤษณะ พระฤษีไกลอโกฎิ พระปัญจมุข พระเทวบิดร พระนารายณ์ พระนางลักษมี พระพรหมา พระอิศวรทรงโค ชาวบ้านเรียกโบสถ์หลังนี้ว่า โบสถ์ใหญ่
                    สถานพระพิฆเนศวร   มีขนาดเล็กกว่าสถานพระอิศวร มีพระพิฆเนศวรเป็นประธาน องค์ใหญ่และองค์เล็ก รองลงมาอีก ๔ - ๕ องค์  ไม่มีเทวรูปอื่น ๆ เลย  ชาวบ้านเรียก โบสถ์กลาง
                    สถานพระนารายณ์   มีขนาดเท่าสถานพระพิฆเนศวร มีพระนารายณ์เป็นประธาน พร้อมด้วยพระนางลักษมี และพระนางมเหศวรี  ทั้งสามเทวรูปประทับอยู่ภภายในบุษบกองค์ละหลัง ชาวบ้านเรียก โบสถ์ริม
                เสาชิงช้า  สร้างขึ้นพร้อมเทวสถาน อยู่บริเวณหน้าวัดสุทัศนเทพวราราม ใช้ประกอบพิธีโล้ชิงช้า ในพระราชพิธีตรียัมปวาย  ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๗  เป็นต้นมา  จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๖ จึงยกเลิก ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้เลิกกรมพิธีพราหมณ์ พิธีโล้ชิงช้าจึงงดไป แต่พรหมณ์ยังคงทำพิธีตรียัมปวายอยู่  โดยทำอยู่ภายในเทวสถานเท่านั้น และอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์
                การปฎิสังขรณ์เสาชิงช้า ครั้งแรกทำเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๓  โดยบริษัทหลุยตีลี โอโนเวนส์ จำกัด  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๐   เกิดไฟไหม้เสาชิงช้า เนื่องจากไฟจากธูปได้ตกลงไปในรอยแตก รัฐบาลครั้งนั้นดำริจะรื้อ แต่เมื่อมีเสียงไม่เห็นด้วยจึงได้ระงับไว้ และมีคำสั่งให้เทศบาลนครกรุงเทพ ซ่อมกระจังไว้ชั่วคราว  ได้มีการเปลี่ยนเสาใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓
                วัดพระศรีอุมาเทวี   ตั้งอยู่ที่ถนนปั้น แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ ฯ คณะชาวอินเดียเผ่าทมิฬ จากอินเดียภาคใต้ สร้างขึ้นเมื่อร้อยปีเศษมาแล้ว  องค์เทพ และเทพีต่าง ๆ ได้มาจากประเทศอินเดีย
                เริ่มด้วยการสร้างศาลาเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๒๒  เดิมชื่อว่า ศาลาศรีมารีอัมมัน  เป็นที่เคารพบูชาของชาวอินเดีย ชาวไทย และชาวจีนในสมัยนั้น ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๔  ชาวอินเดียทมิฬที่ได้ตั้งรกรากอยู่ย่านสีลม ได้พร้อมใจกันสร้างเทวาลัยขึ้น และนำองค์เจ้าแม่มาประดิษฐานเป็นเทวรูปประธาน จากนั้นได้นำเทวรูปต่าง ๆ มาจากอินเดีย มาประดิษฐานไว้ด้วย ชาวบ้านได้ขนานนามวัดนี้ว่า วัดแขกสีลม มีการจัดงานเทศกาลประจำปีนับแต่นั้นมา
                ในปี พ.ศ.๒๔๙๘  คณะกรรมการและบรรดาสานุศิษย์ ได้พร้อมใจกันสร้างพระพุทธศรีชินราช ประดิษฐานไว้ภายในเทวาลัย ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อชินราชวัดแขก
                ในปี พ.ศ.๒๕๑๑  ได้มีการอัญเชิญเทวรูปพระอิศวร มาประดิษฐาน ณ บริเวณลานหน้าวัด  และจัดให้มีการเวียนเทียนขึ้นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  และตามแต่โอกาสอันสมควร
                ในปี พ.ศ.๒๕๑๗   ได้มีการซ่อมแซมปฎิสังขรณ์  และสร้างอาคารหลังใหม่คือ เทวศาลา พร้อมทั้งตบแต่งสถานที่ ขยายบริเวณให้สง่างาม น่ารื่นรมย์กว่าเดิมดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
                ศิลปการก่อสร้างเทวสถาน ในยุคก่อนถึงยุคปัจจุบันได้สร้างตามแบบสกุลศิลปเผ่าฑราวิท  อันสืบเนื่องกันมานับแต่สมัยปาลวะ  และโจฬะ  วัดนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับเทวาลัยมหาวิมาน  แห่งเมืองทันจอร์  มหาเทวาลัยโคปรา แห่งเมืองมตุรา  และเทวาลัยจิตตัมภาลัม แห่งเมืองไบราปุระ เป็นต้น
                วัดวิษณุ และสมาคมฮินดูสภา  ตั้งอยู่ที่ซอยวัดปรก แขวงทุ่งวัดดอน  เขตยานนาวา กรุงเทพ ฯ  สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๓  โดยชาวอุตตรประเทศจากอินเดีย  ในโครงการของสมาคมฮินดูธรรมสภา ซึ่งได้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘  มีการนำเทวรูปต่าง ๆ มาจากประเทศอินเดียมาประดิษฐานในวัด จัดให้มีสุสานฮินดู  เพื่อดำเนินพิธีการฌาปนกิจศพของชาวพราหมณ์ฮินดู ชาวซิกข์  และชาวนามธารี ในโบสถ์ใหญ่ มีเทวรูปต่าง ๆ เพื่อสักการะบูชาดังนี้
                ตอนกลางมีรูปพระราม นางสีดา พระพรต พระลักษมัน พระศัตรุฆน์ หนุมาน ศิวลึงค์ จากแม่น้ำนรมทา พระศาลิคราม จากแม่น้ำนารายณ์
                ข้างขวามีรูปพระรามทุรดา ข้างซ้ายมีรูปพระนารายณ์ พระแม่ลักษมี พระศิวะ พระแม่ปารพดี พระพิฆเนศวร พระกฤษณะ และพระนาราธา เป็นต้น
                หน้าพระราม (ติดกับเสา) ข้างขวาหนุมาน และพระคเณศ
                นอกมณฑปด้านขวา มีรูปพระพุทธเจ้าปางต่าง ๆ และข้างซ้ายมีพระคัมภีร์พระเวท
                ในบริเวณวัดวิษณุ มีโบสถ์ย่อยคือ โบสถ์พระแม่ทุรคา โบสถ์พระศิวลึงค์ โบสถ์ศิวนาฎราช และโบสถ์หนุมาน
                สมาคมอารยสมาช  ตั้งอยู่ที่ซอยดอนกุศล ๓ แขวงทุ่งวัดดอน เขตยานนาวา ติดกับฮินดูธรรมสถา อารยสมาชนับถือคัมภีร์พระเวทเป็นองค์บูชาสักการะ มีสวามีทยานันท์เป็นองค์ปรมาจารย์ ผู้ให้กำเนิดลัทธินี้
                คีตา อาศรมแห่งประเทศไทย  ตั้งอยู่ที่ซอยพร้อมศรี ถนนสุขุมวิท กรุงเทพ ฯ ถือว่าพระกฤษณะ เป็นใหญ่ พระคัมภีร์ศรีมท ภควท คีตา ถือเป็นหลักในการปฏิบัติ
                สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมพราหมณ์ - ฮินดู  ตั้งอยู่ที่ซอยสมประสงค์ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพ ฯ  เผยแพร่พระธรรมโดยสังคีต และนาฎศิลป์ตามคติของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
                สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมพราหมณ์ ฮินดู
                    สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมพราหมณ์ ฮินดู  ตั้งอยู่ที่ซอยสมประสงค์ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพ ฯ  เผยแพร่พระธรรมโดยสังคีตและนาฎศิลป์ ตามคติของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู
                    อาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารต  แผนกสอนลัทธิโยคะ มีสมาชิกผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ ผู้สอนโยคะขึ้นกับศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เป็นส่วนมาก
                สมาคมฮินดูสมาช  ตั้งอยู่ที่ถนนศิริพงษ์ เสาชิงช้า กรุงเทพ ฯ ตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ ในชื่อฮินดูสภา และได้เปลี่ยนเป็นฮินดูสมาช เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ โดยหลักใหญ่ของสมาคมจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ฮินดู กิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติในตอนต้น คือนัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับร้องเพลงถวายพระเจ้าแล้วก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความว่า ด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาคุณจากประเทศอินเดียมาแสดงปาฐกถา ให้ผู้ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย
                    ในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ได้มีการตั้งโรงเรียนภารตวิทยาลัย มีการสอนภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษ ให้เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน

                    โบสถ์เทพมณเฑียร  มีเทววรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ด้วยกัน ดังนี้
                        - พระนารายณ์ และพระแม่ลักษมี (พระวิษณุ และพระลักษมี) เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการรักษาความดี และต่อสู้อธรรม ถือว่าเป็นผู้ปกครองและบริหารโลก เป็นเจ้าแห่งโมกษะ ส่วนพระแม่ลักษมีได้ชื่อว่าเป็นเทวีแห่งโชคลาภ
                        - พระราม และภควดีสีดา (พระราม และพระแม่สีดา) พระรามเป็นอวตารปางที่เจ็ดของพระนารายณ์ สัญลักษณ์แห่งการพัฒนาการของสังคม ศาสนา การเมือง และให้แสงสว่างแก่มนุษยโลก
                        - พระกฤษณะและพระนางราธา  พระกฤษณะเป็นอวตารปางที่แปดของพระนารายณ์ สัญลักษณ์แห่งการรักษาต่อสู้อธรรม สิ่งที่มอบให้แก่มนุษยโลกคือ คัมภีร์ภควัตคีตา มีว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อรับหน้าที่อันใดแล้วควรจะปฏิบัติอย่างจริงจัง และความซื่อสัตย์อีกประการหนึ่งคือเรื่องหลัก กรรมโยค คือ ผลแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
                        - พระพุทธเจ้า  ชาวพราหมณ์ฮินดูถือว่าเป็นอวตารปางที่เก้าของพระนารายณ์ สัญลักษณ์แห่งความไม่เบียดเบียน (อหิงสา) ด้วยแสงสว่างแห่งสันติ ความรัก ความนับถือ และทำลายความโง่เขลา โดยให้แสงสว่างใหม่ที่เรียกว่า กรรมโยค คือผลแห่งกรรม
                        - พระศิวะ (พระอิศวร)  เป็นเทพเจ้าแห่งการทำลาย สิ่งใดที่มากเกินหรือล้นเหลือเกินไปก็จะถูกขจัดให้มีความพอดี นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่า เป็นเทพเจ้าแห่งศิลป และการฟ้อนรำเรียกว่า นาฎราช
                        - พระแม่ทุรคา  สัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งและความมีอำนาจสำหรับทำลายอธรรม เป็นอวตารของเจ้าแม่อุมา การนับถือบูชาเช่นเดียวกับเจ้าแม่กาลี จัณฑี และไวษณวี
                        - พระพิฆเนศวร (พระคเณศ)  เป็นโอรสของพระอิศวรและพระแม่อุมา ได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ ความสำเร็จ และเจ้าแห่งศิลป เมื่อมีการบูชาต้องทำการบูชาเป็นลำดับแรก
                        - พระหนุมาน  เป็นอวตารของพระศิวะ เพื่อคุ้มครองดูแลพระราม
                        - พระแม่สตี (รานีสตีเทวี)  เป็นพระแม่เทวีที่ทำความดี แสดงความจงรักภักดีต่อสามีโดยเผาพระองค์ตามสามีของท่าน
วันสำคัญทางงศาสนา
                วันสำคัญอันดับแรก  เป็นวันเริ่มต้นศักราชใหม่ตามปฏิทินโหราศาสตร์ตรงกับวันขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนห้า จากวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ เรียกว่า นวราตรี ทำการบูชาเจ้าแม่อุมา ซึ่งมีเก้าปางด้วยกันคือ
                    ไศลปุตรี เป็นปางแรก  พระแม่อุมาเป็นบุตรีของภูเขาคือเป็นธิดาของหิมพาน ซึ่งเป็นราชาแห่งภูเขาทั้งหลาย
                    พรหมฮาริณี  เป็นปางที่สอง เป็นปางที่เกิดขึ้นเอง ไม่มีพ่อแม่ และไม่แต่งงาน อยู่เป็นโสด
                    จันทร ฆัณฎา  เป็นปางที่สาม เป็นปางที่ปราบอสูรด้วยเสียงระฆัง
                    ภูษามาณฑา  เป็นปางที่สี่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปางทุรคา เป็นปางปราบอสูร ด้วยอาวุธทั้งสี่กร
                    ษกันทมาตา  เป็นปางที่ห้า เป็นปางเลี้ยงพระคันธกุมาร ซึ่งเป็นโอรสพระศิวะกับอุมาเทวีหรือปารวดี ซึ่งจะไปปราบอสูรต่อไป
                    กาตยายนี   เป็นปางที่หก เป็นปางเทวีของปีศาจ โดยใช้พวกภูติผีปีศาจไปปราบอสูร
                    กาลราตรี   เป็นปางที่เจ็ด  เป็นปางเสวยเลือดอสูร
                    มหาเคารี  เป็นปางที่แปด  เป็นปางเป็นเจ้าแม่แห่งธัญชาติ  ทำให้ธัญชาติสมบูรณ์
                    สิทธิธาตรี  เป็นปางที่เก้า  เป็นปางที่กลับเป็นเจ้าแม่แห่งความสำเร็จ
                วันสำคัญอันดับที่สอง  เรียกว่า  อกษัยตริติยา  ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๖  เชื่อกันว่าบุญที่ทำในวันนี้ จะทรงอยู่ชั่วนิรันดร และในวันนี้ ปรศุราม อวตารปางที่ ๕ ของพระนารายณ์ จะมาปรากฎ
                วันสำคัญอันดับสาม  เรียกว่า นฤสิงหจตุรทศี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖  เป็นวันปรากฎของพระนารายณ์ ปางที่สามชื่อ นฤสิงห์  การประกอบพิธีบูชาพระนารายณ์ในวันนี้ เพื่อพิชิตศัตรู
                วันสำคัญอันดับสี่  เรียกว่า ไวศาขีปูรณิมา  ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖  เป็นวันศูนย์กลางของสงกรานต์ ถือว่าเป็นวันเพ็ญแรกของปี  มีการทำพิธีบูชาไฟ และทำบุญตามประเพณีของตระกูล  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาสู่โลก  ตรัสรู้ และปรินิพพาน ถ้าที่ใดมีพระพุทธรูปอยู่จะต้องแห่พระพุทธรูปนั้น
                วันสำคัญอันดับห้า  เรียกว่า เมษสงกรานต์   ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน และทุกปี  จัดทำการบูชาพระนารายณ์ บางรัฐถือว่าเป็นวันปีใหม่ด้วย
                วันสำคัญอันดับหก  เป็นวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗  เป็นวันแรกที่น้ำจากพรหมโลกไหลลงมาสู่โลกนี้  ที่ต้นของแม่น้ำคงคาคือ น้ำจากเศียรพระศิวะไหลลงสู่ภูเขาหิมาลัย แล้วลงสู่แม่น้ำคงคา ชาวบ้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำคงคาจะจัดเล่นกีฬาในน้ำ
                วันสำคัญอันดับเจ็ด  เรียกว่า นิรชลาเอกทศี  ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๗  เป็นวันบูชาพระนารายณ์ โดยการอดอาหาร และน้ำ  เป็นเวลา ๑๔ ชั่วโมง
                วันสำคัญอันดับแปด  เรียกว่า  ชเชษฐิปูรณิมา  ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗  เป็นวันเริ่มจตุรมาศคือ วันเริ่มต้นเข้าพรรษา เป็นเวลาสี่เดือน ผู้เป็นสันยาสี จะต้องอยู่ประจำที่สี่เดือน
                วันสำคัญอันดับเก้า  เรียกว่า  วันรถยาตรา  ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๘  มีการนำรูปปฎิมาของพระนารายณ์ ขึ้นรถแห่ภายในเขตหมู่บ้านเพื่อให้คนบูชา
                วันสำคัญอันดับสิบ   เรียกว่า คุรุปูรณิมา  ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘  เป็นวันบูชาครูบาอาจารย์ มหาฤษีวยาส ได้รับความสำเร็จในการแต่งตำราต่าง ๆ  วันเริ่มต้นเขียนตำรา และวันเขียนตำราจบ  วันเริ่มต้นสอนศิษย์ พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา ธรรมจักรกัปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันนี้
                วันสำคัญอันดับ ๑๑  เรียกว่า นาคปัญจมี  ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙  ชาวพราหมณ์ฮินดูทำการบูชาพญานาค เอาน้ำนมให้งู และพญานาคกิน
                วันสำคัญอันดับ ๑๒  เรียกว่า ศราวณีปูรณิมา  ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙  พวกพราหมณ์จะพากันไปสู่แม่น้ำสายต่า งๆ  แต่เช้า  ทำพิธีทางพระเวทจนบ่าย ต้องอยู่ในน้ำตลอดระยะเวลาที่อ่านคัมภีร์พระเวท  โดยการกล่าวอุทิศบุญกุศล ที่ทำนั้นให้แก่บรรพบุรุษทุกคน  ตอนเย็นจะมีศิษย์มาหาอาจารย์  อาจารย์ก็ผูกสายสิญจ์ที่ข้อมือให้ ถือว่าเป็นมงคลตลอดปี
                วันสำคัญอันดับ ๑๓   เรียกว่า คเณศจตุรถี  แรม ๔ ค่ำ เดือน ๙  เป็นวันบูชาพระคเณศ  ต้องอดอาหารตลอดวัน จนกว่าจะทำพิธีเสร็จ  และไหว้พระจันทร์ที่ปรากฎขึ้นแล้ว จึงจะบริโภคอาหารได้
                วันสำคัญอันดับ ๑๔   เรียกว่า หลษัษฐี  แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙  เป็นวันบูชาสุรยิเทพ และพี่ชายของพระกฤษณะ ชื่อ พลเทพ ซึ่งเป็นอวตารของพญานาค
                วันสำคัญอันดับ ๑๕  เรียกว่า ศรีกฤษณะชนมาอัฎฐมี  แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙  เป็นวันที่พระกฤษณะมาปรากฎ มีการฉลองอย่างมโหฬาร ผู้ที่เคร่งครัดจะอดอาหารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน
                วันสำคัญอันดับ ๑๖  เรียกว่า กุโศตาปาฎนีอมาวสยา  แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘  อาจารย์และศิษย์ที่กำลังเรียนพระเวทอยู่จะไปเก็บหญ้าคา เพื่อนำมาใช้ในพิธีต่าง ๆ
                วันสำคัญอันดับ ๑๗   เรียกว่า หรตาลิกาตฤติยา  ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๐  เป็นวันสำคัญของพระแม่อุมา และพระศิวะ ตอนที่พระแม่อุมายังเป็นพรหมจาริณีกุมารี  ได้บำเพ็ญตบะวิงวอนให้พระศิวะแต่งงานด้วย พระศิวะได้มาปรากฎและให้สัจจสัญญาว่า จะแต่งงานด้วย และให้พรว่า สตรีใดบำเพ็ญตบะ ในวันนี้จะได้สามีที่ดี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
                วันสำคัญอันดับ ๑๘   เรียกว่า  มหาลัยปูรณิมา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ นับแต่วันนี้ไปจนถึงวันแรม ๕ ค่ำ  เดือน ๑๐ ในระยะเวลา ๑๖ วัน  จะมีการทำพิธีบูชาดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว  โดยการเชิญสันยาสี มาฉันอาหารที่บ้าน เป็นการทำบุญให้ผู้ตาย ซึ่งต้องทำให้ตางกับดิถีที่ตาย
                วันสำคัญอันดับ  ๑๙   เรียกว่า นวราตรี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑  ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ จัดเป็นพิธีบูชาติดต่อกันไป ๙ วัน
                วันสำคัญอันดับ  ๒๐  เรียกว่า วิชยาทศมี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ ทำพิธีบูชาพระอุมาเทวี เป็นวันที่พระอุมาปราบอสูร ได้รับชัยชนะ  ใครบูชาพระอุมาในวันนี้จะได้ชัยชนะตลอดปี  ถือว่าเป็นวันสำคัญของวรรณกษัตริย์ อาวุธทุกประเภทที่มีอยู่ในบ้าน จะต้องนำออกมาให้พราหมณ์เจิม เพื่อความเป็นสิริมงคล
                วันสำคัญอันดับ ๒๑    เรียกว่า  ศรทปูรณิมา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ มีการทำพิธีบุชาพระนารายณ์ สิ่งที่นำมาบูชาจะเป็นประเภทใด ก็ตามต้องเป็นสีขาวล้วน  วันนี้เป็นวันบรรจบครบจตุรมาศ  ตรงกับวันออกพรรษาของไทย
                วันสำคัญอันดับ ๒๒  เรียกว่า  อันเตรส  แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ มีการทำพิธีบูชาพระลักษมี พระคเณศ และพระกุเวร  พระแม่สุรัสวดี และพระอินทร
                วันสำคัญอันดับ ๒๓   เรียกว่า นรกจตุรทสี  แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ เวลากลางวันทำพิธีบูชาพระยม เวลากลางคืน จุดประทีปถวายพระยม  เชื่อกันว่าเมื่อทำแล้วจะไม่ไปสู่นรก หากมีกรรมหนักหนีนรกไม่พ้น ก็จะเดินทางไปนรก โดยมีประทีปนำทางให้สว่าง  วันนี้ถือเป็นวันเกิดของหนุมานด้วย
                วันสำคัญอันดับ ๒๔  เรียกว่า ทับมาสิกา แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ทำการบูชาเทพเจ้าทั้งห้า และถือว่าเป็นวันสำคัญของพระแม่ลักษมี การบูชาทำในตอนเย็น  มีการจุดประทีปโคมไฟไว้ในบ้านตลอดคืน  เพื่อต้อนรับพระแม่ลักษมี  เป็นวันสำคัญของวรรณะแพทศย์
                วันสำคัญอันดับ ๒๕   เรียกว่า  อันนกูฎะ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ผู้ทำพิธีจะต้องนำอาหาร ๕๖ อย่าง ไปถวายเทพเจ้าในเทวาลัยทุกแห่ง
                วันสำคัญอันดับ ๒๖  เรียกว่า  ยมทวิตียา ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ วันนี้พี่ชาย หรือน้องชายต้องไปบริโภคอาหารที่บ้านพี่สาว หรือน้องสาว  ผู้ชายต้องนำของขวัญไปให้พี่สาว หรือน้องสาว  เสร็จแล้วพี่สาว หรือน้องสาว ก็เจิมดิลกที่หน้าพี่ชายหรือน้องชาย เพื่อเป็นสิริมงคล
                วันสำคัญอันดับ ๒๗  เรียกว่า วามนทวาทศี ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นวันประสูติของพระวามนะ  ซึ่งเป็นอวตารปางที่ ๕  ของพระนารายณ์  มีการบูชาถวายพระรามนะ ทำให้เป็นผู้มีสติปัญญารุ่งเรือง
                วันสำคัญอันดับ ๒๘   เรียกว่า ไวกุณฐจตุรทศี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒  เป็นวันบูชาพระนารายณ์ ผู้ที่ทำการบูชา ตายแล้วจะไปเกิดในโลกไวกุณฐะ  มีการบูชาพระนารายณ์กับพระศิวะสลับกันไป การบูชาพระนารายณ์จะได้ผลทางจิตใจ ส่วนการบูชาพระศิวะจะได้ผลทางวัตถุ
                วันสำคัญอันดับ ๒๙    เรียกว่า ศารทัยปูาณิมาที่สอง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒  เป็นการบูชาพระนารายณ์ และถวายประทีปแก่เทพเจ้าทั้งหลายในเทวาลัยต่าง ๆ  บนท้องฟ้าและในน้ำ  ถือว่าเมื่อถวายประทีปแล้วจะได้รับแสงสว่างในภายใน ดวงประทีปจะนำวิญญาณของผู้ถวาย เมื่อตายไปสู่สุคติ
                วันสำคัญอันดับ  ๓๐    เป็นวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่  ถึงแรม ๖ ค่ำ  เดือนยี่  เป็นเวลา ๑๖ วัน ๑๕ คืน  เรียกว่า พระราชพิธีตรียัมพวาย - ตรีปาวาย   เป็นพิธีถวายของสักการะเทพเจ้า ที่ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ประเทศและประชาชน  โดยพิธีโล้ชิงช้า เป็นตำนานบูชา พระอิศวร
                วันสำคัญอันดับ ๓๑   เรียกว่า  วสันตปัญจมี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓  มีการบูชาพระแม่สุรัสวดี  เพื่อให้มีสติปัญญาดีขึ้น ทำการบูชาพระกามเทพด้วย  เพื่อป้องกันมิให้จิตตกไปสู่อารมณ์ฝ่ายต่ำ  มีการบูชาพระนารายณ์ด้วย
                วันสำคัญอันดับ ๓๒   เรียกว่า มาฆีปูรณิมา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓  ผู้นับถือเทพเจ้าองค์ใดก็จะบูชาเทพเจ้าองค์นั้น วันนี้เป็นวันที่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐  รูป ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์
               วันสำคัญอันดับ ๓๓   เรียกว่า วันมาฆสงกรานต์  วันที่ ๑๔  มกราคม ของทุกปี  เป็นวันสงกรานต์  มีการนำข้าวกับถั่วปนกันถวายเทพเจ้า พราหมณ์ และสันยาสี
               วันสำคัญอันดับ ๓๔  เรียกว่า  ศิวาราตรี  แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓  จะมีการบุชาพระศิวะ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ผู้นับถือเคร่งครัด จะอดอาหารอดนอน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง  เป็นวันปรากฎของพระศิวะ  และวันแต่งงานของพระศิวะ
               วันสำคัญอันดับ ๓๕  เรียกว่า  โหลีปูรณิมา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔  มีการนำเอาของสกปรกออกจากบ้าน ไปรวมไว้ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งแล้วเผา  ขณะที่เผาจะร้องเพลงประเภทลูกทุ่ง เรียกว่า เพลงโหลี
                วันสำคัญอันดับ ๓๖  เรียกว่า โหลี หรือโหลา  มีการฉลองโหลี มีเล่นนีต่า ง ๆ  เช่นเดียวกับวันสงกรานต์ ที่ไทยเราเล่นสาดน้ำกัน คนส่วนมากถือว่าเป็นวันตรุษอินเดีย เป็นวันสำคัญของพวกกรรมกร วรรณะศูทร
                วันแรม หรือขึ้นแปดค่ำ หรือขึ้นสิบเอ็ดค่ำ หรือขึ้นสิบห้าค่ำ ถือว่าเป็นวันพระ ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู โรงเรียน สถานศึกษา วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ที่สอนคัมภีร์พระเวทด้วย หยุดในวันดังกล่าว เดือนละหกวัน
พิธีสำคัญของศาสนา
           พระราชพิธีพืชมงคล - จรดพระนังคับลแรกนาขวัญ   เป็นพระราชพิธีสองพิธีต่อเนื่องกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์  ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ประกอบพิธีที่มณฑลท้องสนามหลวง  แต่เดิมมีเแต่พิธีพราหมณ์มาเริ่มมีพิธีสงฆ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
            พิธีแรกนาขวัญมีปรากฎในคัมภีร์เรื่อง รามายณะ  ตอนที่ท้าวชนกไถนา พบนางสีดา ณ เมืองมิถิลา
            พระราชพิธีตรียัมพราย - ตรีปาวาย   เป็นสองพิธีต่อกันคือ  พิธีตรียัมพราย กับพิธีตรีปวาย  กระทำในเดือนยี่ ของทุกปี เป็นเวลา ๑๕ วัน  ตลอดเวลาดังกล่าวมีการอ่านโศลกสรรเสริญ และถวายโภชนาหารแด่เทพเจ้า พิธีนี้เกี่ยวเนื่องกับพิธีแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีขอพรให้พืชพันธุ์อุดสมบูรณ์ เป็นต้นฤดูการเพาะปลูก
            ส่วนพิธีตรียัมปวาย เป็นพิธีที่ทำหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว  พราหมณ์จึงจัดของถวาายเป็นการระลึกถึงเทพเจ้า ที่กรุณาให้พืชพันธุ์แก่มนุษย์  พิธีนี้จะมีพิธีโล้ชิงช้ารวมอยู่ด้วย  หมายถึงการหยั่งความมั่นคงของแผ่นดิน และเป็นการเสริมสร้างให้แผ่นดินมีความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นคติแต่โบราณ
            ลำดับการดำเนินการของพระราชพิธีดังกล่าว มีดังต่อไปนี้
                - พิธีเปิดประตูศิวาลัย  เชิญเทพเจ้าเพื่อประทานพร  จากนั้นเป็นพิธีโล้ชิงช้าของนาลิวัน
                - การถวายสักการะด้วยโภชนาหาร  มีข้าวตอกดอกไม้  เป็นต้น โดยการอ่านโศลกสรรเสริญเทพเจ้า
                - การสรงน้ำเทพเจ้า  แล้วเชิญขึ้นบรมหงส์  เป็นการส่งเทพเจ้ากลับเรียกว่า  กล่อมหงส์  หรือช้าหงส์
            ในวันสุดท้ายของพิธีพราหมณ์ จะทำบุญตามศาสนา  มีการตัดจุกให้แก่เด็กทั่ว ๆ ไป  และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เป็นเสร็จพิธี
            พระราชพิธีบรมราชาภิเษก   เป็นพระราชพิธีสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินขึ้นเป็นสมมติเทพ  ปกครองแผ่นดิน เป็นใหญ่ในทิศทั้งแปด  และเป็นการประกาศให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน ตามคติพราหมณ์จะทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้า เพื่อทำการสถาปนาให้พระมหากษัตริย์ขึ้นเป็นสมมติเทพ  ดำรงธรรมสิบประการ ปกครองประเทศด้วยความร่มเย็น มีลำดับพิธีโดยย่อคือ
                - ทำน้ำอภิเษก  เปิดประตูศิวาลัย อัญเชิญพระอิศวร เพื่อประทานพร
                - สรงมูรธาภิเษก  คือการสรงน้ำเพื่อความมงคล
                - ถวายสังวาลย์พราหมณ์  แสดงว่าพระองค์เป็นพราหมณ์
                - ถวายพระมหาพิชิยมงกุฎ  ประกาศปกครองประเทศโดยธรรม
                - เลียบพระนคร เพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร์ และประทักษิณพระนคร  ให้ประชาราษฎร์มีสันติสุข
           พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา   เป็นพิธีสาบานตน ในการรับราชการว่าจะซื่อตรงต่อแผ่นดิน และปกป้องชาติบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข  โดยบรรดาข้าราชการจะต้องดื่มน้ำสาบานตน จำเพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง โดยพราหมณ์จะทำพิธีเสกน้ำสาบานนี้ แล้วนำพระแสง (ศาสตราวุธ) ต่าง ๆ ของพระมหากษัตริย์ลงชุบในน้ำที่เสกนั้น เพื่อหมายให้ผู้ที่ไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน จะต้องได้รับโทษต่าง ๆ นานา
            ปัจจุบัน จะประกอบพระราชพิธีนี้ รวมกับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี เฉพาะบุคคลที่ได้รับพระราชทานเท่านั้น
            พิธีทำในเทวลัยต่าง ๆ  มีอยู่หลายพิธีด้วยกัน ดังนี้
                พิธีเนาวราตรี    บูชาพระแม่อุมาเทวี  หรือพระแม่ทุรคาเทวี  จัดที่วัดเทพมณเฑียร และวัดวิษณุ ในวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงขึ้น ๙ ค่ำ เดือนห้า ของทุกปี และจัดที่วัดวิษณุ วัดเทพมณเฑียร และวัดศรีมหาอุมาเทวี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงขึ้น ๙ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด รวม ๙ วัน ๙ คืน
                พิธีฉลองวันอวตารพระราม  ในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือนห้าของทุกปี จัดที่วัดเทพมณเฑียรและวัดวิษณุ
                พิธีสงกรานต์   ในวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี จัดที่วัดเทพมณเฑียร
                พิธีวันวิสาขบูชา  ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก จัดที่วัดเทพมณเฑียร
                พิธีบูชาพญานาคและหนุมาน  ในวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือนเก้า จัดที่วัดวิษณุ
                 พิธีฉลองวันอวตารพระกฤษณา ในวันแรม ๘ ค่ำ เดือนแปด จัดที่วัดวิษณุ และวัดเทพมณเฑียร
                พิธีฉลองวันวิชยาทศนี  หรือทศหราหรือคูเชร่า ในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด จัดที่วัดวิษณุ วัดเทพมณเฑียร และวัดศรีมหาอุมาเทวี
                พิธีดูเซร่าหรือเนาวราตรี เป็นพิธีเก่าแก่สืบเนื่องมาแต่โบราณในสมัยพระเวท และได้ตกทอดมาสู่เมืองไทย โดยชาวอินเดียยุคโบราณ มีการประกอบพิธีบูชาองค์เจ้าแม่และองค์เทพต่าง ๆ รวม ๑๐ วัน ๑๐ คืน ในคืนสุดท้ายจะมีการเชิญองค์เจ้าแม่นำหน้าขบวนแห่ออกไปนอกเทวาลัย
                ในงานพิธีประชาชนจะพากันถือศีลกินมังสะวิรัต บ้างก็บำเพ็ญกุศลบนบานศาลกล่าวขอโชคลาภ ในวันวิชัยทัสมิ เจ้าแม่อุมาเทวีจะมาปรากฎในร่างของคนทรงเพื่อแสดงนาฎลีลา นำหน้าขบวนแห่ไปเยี่ยมเยียนบรรดาสานุศิษย์ผู้ศรัทธาตามเคหะสถานบ้านเรือนต่าง ๆ
                การประกอบพิธีมีการปลุกเสกร่ายพระเวทรวม ๙ วัน ๙ คืน ถือกันว่าผู้ที่มาร่วมพิธีจะได้รับพระชัยมงคลเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
                พิธีประจำสัปดาห์  จัดให้มีทุกวันอาทิตย์ที่วัดเทพมณเฑียร เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ที่วัดอารยสมาช เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ และที่วัดวิษณุ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.
หลักธรรมของศาสนา
            ธรรมแปลได้หลายอย่าง คือแปลว่าหน้าที่ก็ได้ แปลว่าสิ่งที่ควรทำก็ได้ นอกจากนี้ยังแปลได้ว่าความเจริญ ความรู้ของจริง การรู้ความถูกต้อง และรู้ตรรกศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ความร้อนเป็นธรรมะของไฟ ความสว่างและความร้อนเป็นธรรมะของดวงอาทิตย์ ความเย็นเป็นธรรมะของหิมะ การมองเห็นเป็นธรรมะของดวงตา เป็นต้น
            หลักธรรมสำคัญ  มีอยู่สี่ประการด้วยกัน คือการปฏิบัติธรรมของพระพรหม เรียกว่าพรหมธรรมคือ
                เมตตา  หมายถึงความรัก ความสงสาร ที่เกิดจากจิตใจโดยไม่มีตัณหามาเกี่ยว จะต้องมีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ เป็นความคิดปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข
                กรุณา  หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นมีสุข โดยที่ตนจะทำการช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส และต้องทำทั้งกายวาจา ใจ โดยไม่มีตัณหามาเกี่ยวข้อง เป็นความคิดปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
                มุทิตา  หมายถึงความยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข ต้องทำทั้งกายวาจาใจ โดยไม่มีตัณหามาเกี่ยวข้อง
                อุเบกขา  หมายถึงการวางเฉยในสิ่งที่ให้ร้ายแก่ตน และการวางเฉยในฐานะที่เราไม่สามารรถที่จะช่วยเหลือได้ จะต้องมีทั้งกาย วาจา ใจ
            ลักษณะธรรมในพระธรรมศาสตร์  มีอยู่สิบประการด้วยกันคือ
                ธฤติ  ความพอใจ คล้ายกับคำว่าสันโดษ มีความพยายามอยู่ด้วยความมั่นคงเสมอ มีความรู้สึกยินดี และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ โดยปราศจากความโลภ
                กษมา  ความอดกลั้นหรือความอดโทษ มีความพากเพียรพยายามอดทน โดยถือเอาความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
                ทมะ  การระงับจิตใจ รู้จักข่มใจของตนด้วยความสำนึกในเมตตาและมีสติอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ง่าย
                อัสเตยะ  ไม่ลัก ไม่ขโมย
                เศาจะ  ความบริสุทธิ์ การทำตนเองให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ
                อินทริยนิครหะ  การปราบปรามอินทรีทั้งสิบ การอดกลั้นหรือการระงับอินทรีย์ทั้งสิบได้แก่ประสาท ความรู้สึก ทางความรู้คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง กับประสาทความรู้สึกทางการกระทำ มีมือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ
                ธี  เหมือนกับธิติหรือธีรหรือพุทธิ หมายถึงปัญญา สติ ความคิด ความมั่นคงยืนนาน
                วิทยา  ความรู้ทางปรัชญาศาสตร์คือ รู้ลึกซึ้งและมีความรู้เกี่ยวข้องกับชีวะกับมายาและกับพระพรหม
                สตยะ  ความจริง ความเห็นอันสุจริต ความซื่อสัตย์ต่อกัน จนเป็นที่ไว้วางใจกัน เชื่อใจกันได้
                อโกรธะ  ไม่โกรธ มีความอดทน สงบเสงี่ยม รู้จักทำจิตใจให้สงบ
                ธรรม อรรถ กาม และโมกษ ผู้ใดปฏิบัติได้สำเร็จเรียกว่าสำเร็จขั้นกรรมโยค ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คัมภีร์ทุกเล่มอ้างไว้เหมือนกันว่า กรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ ชีวะของแต่ละคนล้วนเวียนว่ายตายเกิด ประสบทุกข์ สุข โดยอาศัยกรรมทั้งสิ้น กรรมใดที่ได้เลือกกระทำโดยใช้ชญาณ (ความรู้ความถูกต้อง) และถือเอาภักติเป็นทางเลือก กรรมนั้นย่อมเป็นเหตุแห่งความสุข แห่งยศ และแห่งเกียรติ ในยามที่บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ และจะได้ประสบสุขในชีวิตหน้าต่อไปอีก ตรงกันข้ามกรรมใดที่เลือกทำโดยปราศจากชญาณ และโดยไม่ถือเอาภักติเป็นเกณฑ์ กรรมนั้นย่อมเป็นเหตุ แห่งความทุกข์ ความเสื่อมยศ และความเสื่อมเกียรติทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตหน้า
            หลักวรรณาศรม  ในคัมภีร์ต่าง ๆ ของหินทุธรรมได้สอนไว้ว่า การกระทำทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าจะให้ได้ผลสำเร็จตามความประสงค์แล้ว ควรจะต้องประกอบด้วยองค์สามคือ ชญาณ วิชญาณ และภักติ ถ้ามนุษย์ต้องการจะเข้าให้ถึงองค์สามแห่งการปฏิบัติกรรมโยคแล้ว ก็ควรมีหลักทางวรรณะเข้าประกอบด้วย  มนุษย์แบ่งออกเป็นวรรณะใหญ่ ๆ สี่วรรณะด้วยกันคือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทศย์ และศูทร
                พราหมณ์  คำว่าพราหมณ์หมายถึง ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับพระพรหม พระเวท และอาตมา ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์บอกไว้าว่า ผู้ที่มีลักษณะ ๑๑ ประการ ผู้ที่กำหนดผู้นั้นย่อมเป็นพราหมณ์ ได้แก่
                    ศมะ หมายถึงสุภาพที่ภายในจิตใจไม่มีความยุ่งยากหรือปั่นป่วนด้วยกามโกรธ โลภ หลง แต่ประการใด เป็นธรรมชาติของเขาเช่นนั้นตั้งแต่วัยเด็กมา
                    ทมะ  หมายถึง  สภาพที่จิตใจได้รับการระงับไว้แล้ว สำนึกในเมตตา และมีสติอยู่เสมอ
                    ตบะ  หมายถึง ฝักใฝ่แต่ในความประพฤติที่จะหาความรู้ ความจริง
                    เศาจะ  หมายถึง การทำตนเองให้บริสุทธิ์ทั้งกายและใจ
                    สันโดษ  หมายถึง สภาพที่พอใจ หรือมีความสุขอยู่แล้วในทางสันติ
                     กษมา  หมายถึง ความอดกลั้น หรือความอดโทษ ถือเอาความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
                    สรลตา  ความซื่อตรงโดยนิสัย พูดตรงและทำตรง
                    ชญาณะ   ความรู้ ความเห็น ความชอบ ความถูกต้อง หรือความวิเวก
                    ทยา   ความมีเมตตากรุณาต่อชีวะทั้งหลาย
                    อาสติกตา  ความเห็นอันสุจริต
                    สัตยะ  จริง หรือ ความจริง หรือ ความเห็นอันสุจริต กล่าวคือ ควรแสดงความซื่อสัตย์ต่อกัน จนเป็นที่ไว้วางใจกันและเชื่อใจกันได้ โดยไม่คิดคดทรยศต่อกันอีกต่อไป

            ทั้งหมดเป็นธรรมะของพราหมณ์  นอกจากนี้ในพระธรรมศาสตร์  ยังได้กำหนดการกระทำของชนในแต่ละวรรณะไว้ด้วยว่า วรรณะใดมีการกระทำชนิดใดบ้าง  เพื่อสะดวกในการครองชีพของแต่ละวรรณะ  เช่น วรรณะพราหมณ์ มีสิทธิ หรือมีหน้าที่ ๖ ประการคือ
                    ปฐนัง  ได้แก่  การศึกษาชั้นสูง และพยายามแสวงหาความจริง
                    ปารนัง   ได้แก่ การให้การศึกษาแก่ผู้อื่น  เช่น เป็นครู อาจารย์
                    ยชนัง  ได้แก่ การทำพิธีบูชาต่าง ๆ  เช่น พิธียัชญ์  (ยัญญกรรม)  การจัดพิธีการกุศลต่าง ๆ
                    ยาชนำ  ได้แก่ การทำพิธีบูชาต่าง ๆ  เช่น พิธียัญยกรรม  และพิธีการกุศลอื่น ๆ  ตามความประสงค์ของผู้ใดผู้หนึ่ง
                    ทานัง   ได้แก่ การทำบุญให้ทาน แก่ผู้อื่นตามกำลังเท่าที่จะสามารถทำได้
                    ประติครหะ  ได้แก่  การรับบุญจากผู้มีจิตศรัทธา
                    นอกจากสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวแล้ว หากจำเป็นในยามวิบัติกาล ก็อาจประกอบการกสิกรรม การค้าขาย หรือธุรกิจอื่น ๆ อีกได้
                กษัตริย์  คำว่า กษัตริย์ แปลว่า นักรบ หรือผู้ป้องกันภัย  เป็นวรรณะที่สองรองจากวรรณะพราหมณ์ มีสิทธิปกครองประเทศชาติ คือ ทำหน้าที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน คัมภีร์ธรรมศาสตร์บ่งไว้ว่า ผู้ที่มีลักษณะ ๑๑ ประการ ที่กำหนด ผู้นั้นย่อมเป็นกษัตริย์ ได้แก่
                    ศุรตา  ความกล้าหาญ  ไม่ขลาดกลัว
                    วิรยะ  แรงหรือกำลัง หรืออำนาจ  ความเพียร ความมั่นคงในการรู้เผชิญภัย รบทัพจับศึก
                    ไธรยะ   ความมั่นคง ไม่รู้จักเบื่อหน่ายท้อถอย  มีแต่ความเพียรพยายามอย่างมั่นคงเสมอเป็นนิตย์
                    เตชะ  หมายถึง ความมียศ และมีเกียรติ รู้จักใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง และสุจริต
                    ทานะ  การให้ หมายถึง  ความมีจิตใจที่เต็มไปด้วยอุปการะ  ชอบอุปถัมภ์ บำรุงผู้อื่นเป็นนิตย์
                    ทมะ  เหมือนกับของพราหมณ์
                    กษมา  เหมือนกับของพราหมณ์
                    พราหมณภักติ  ความภักดีต่อพราหมณ์
                    ปรสันนตา  ความร่าเริงยินดี คือความไม่รู้จักวิตก  และก่อให้เกิดความปลื้มปิติแก่ผู้อื่น
                    รักษภาวะ   หมายถึง ความเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอ ที่จะปกป้องรักษาประเทศชาติ และช่วยหลือผู้อ่อนแอ  หรือเพื่อรักษาความยุติธรรม
                    สัตยะ   ความเห็นอันสุจริต
                    ทั้งหมดเป็นธรรมะของกษัตริย์ นอกจากนั้นผู้เป็นวรรณะกษัตริย์ ควรมีการกำหนดไว้ด้วยว่า หน้าที่ของตนมีสี่ประการคือ
                    ปฐนํ ยชนัง ทานัง  เหมือนที่กล่าวไว้แล้วในหน้าที่ของพราหมณ์
                    รักษา  เป็นผู้รักษา หรือคุ้มครองป้องกัน รู้จักใช้อาวุธต่าง ๆ รู้จักยุทธวิธี ตลอดจนรู้จักหลักวิชากฎหมายคือ นิติศาสตร์ด้วย
                    นอกจากสิทธิและหน้าที่ ทั้งสี่ประการดังกล่าวแล้ว หากจำเป็นในยามวิบัติกาล พระธรรมศาสตร์ยังอนุญาตให้ผู้ที่เป็นกษัตริย์ ประกอบอาชีพอื่นได้  เช่น เป็นครู อาจารย์ ทำพิธียัญและการกุศลต่าง ๆ ทำการกสิกรรม และการค้าขายเพื่อการครองชีพได้
                แพศย์   เป็นวรรณะที่สาม หมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบการค้า และพาณิชยการต่าง ๆ คัมภีร์ธรรมศาสตร์ บ่งไว้ว่าผู้ที่มีลักษณะสี่ประการที่กำหนดได้ชื่อว่า เป็นแพศย์ คือ
                    - มีความเฉลียวฉลาดในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ คือ การค้าขาย มีความมั่นใจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
                    - มีสมองดีในการคิดเลข  คำนวนต้นทุนกำไร รู้จักว่าเมื่อไรควรเสีย เมื่อไรควรได้  มีความรอบคอบอยู่เสมอ
                    - มีความเชื่อถือ และความจงรักภักดีต่อพระเจ้าคือ พระพรหม  ตลอดจนคำสอนของพระพรหมด้วย
                    - มีความนับถือวรรณะพราหมณ์ และวรรณะกษัตริย์
                ข้อควรปฎิบัติของชนในวรรรณะแพศย์คือ ให้ทำการประกอบอาชีพกสิกรรม และการค้าขาย แต่ในยามวิบัติกาลพระธรรมศาสตร์ ก็อนุญาตให้ประกอบอาชีพได้ทุกอย่างตามกาละเทศ โดยต้องเป็นอาชีพที่สุจริตเท่านั้น
                ศูทร  เป็นวรรณะที่สี่  เป็นผู้รับใช้ในกิจการงานต่าง ๆ โดยทั่วไป คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ บ่งไว้ว่าผู้ที่มีลักษณะเจ็ดประการ ที่กำหนดได้ชื่อว่า เป็นศูทร คือ
                    นันรตา  แปลว่า  ความถ่อม น้อม หรือคดโค้ง งอ อันเป็นลักษณะของผู้ที่ต้องค้อมตัว คอยรับใช้ผู้อื่นอยู่เสมอ ด้วยความเสงี่ยมเจียมตน
                    นิษกปฎตา   ความเป็นผู้ปราศจากความเฉื่อยชา  ปราศจากการล่อลวง ตลบแตลง คดโกง มีแต่ความซื่อสัตย์เยี่ยงทาษ และผู้รับใช้ที่ดีมีหลักธรรม และความเจียมตัวเจียมกายแล้วทั้งปวง
                    เศาจะ อาสติกตา  เหมือนของพราหมณ์ ที่กล่าวแล้ว
                    อสเตยะ  ไม่ลัก ไม่ขโมย
                    สัตยะ  เหมือนของพราหมณ์ที่กล่าวแล้ว
                    อาทรภาวะ  เป็นภาวะดีแห่งความเคารพนับถือที่แสดงต่อ หรือมีต่อผู้อื่น  ในที่นี้หมายถึง ความเคารพนับถือและจงรักภักดีต่อชนในวรรณะที่สูงกว่า
                    นอกจากชนในสีวรรณะดังกล่าวแล้ว ยังมีการกล่าวถึงชนอีกวรรณะหนึ่งที่เรียกว่า จัณฑาล ชื่อของวรรณะนี้ไม่เคยมีปรากฎในพระเวท
                    ในคัมภีร์ต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์ฮินดูได้สอนไว้ว่า ผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ทุกคนควรทำตนให้เป็นไปตามวรรณะ ที่ได้กำหนดไว้แล้ว  ตอนหนึ่งของพระเวทบ่งไว้ว่า วรรณะย่อมมีติดมากับทุก ๆ คนตั้งแต่เกิด  แต่อีกตอนหนึ่งก็บอกว่า วรรณะทั้งสี่มีลักษณะแต่ละวรรณะเป็นอย่างไรบ้าง ก็แล้วแต่คนได้มีลักษณะตรงกับวรรณะใด ก็ให้ถือว่าคน ๆ นั้น เป็นวรรณะนั้น
                    ในสมัยโบราณผู้เป็นพ่อแม่มักจะพยายามหาวิธะตรวจพิจารณาดูว่า เด็กของตนมีลักษณะตรงกับวรรณะใด  อาจจะใช้ความตั้งใจสังเกตเอาว่าเด็กนั้นมีนิสัยอย่างไร  ชอบของสิ่งไร ชอบกินอะไร ชอบเล่นของเล่นชนิดไหน เขาจะทดลองสังเกตมาตั้งแต่เด็กอายุได้ ๑ - ๘ ขวบ เมื่อทราบได้แน่นอนแล้วว่า เด็กคนนั้นมีลักษณะส่วนมากไปตรงกับวรรณะใด เขาก็จะจัดการให้ได้เรียนไปตามวรรณะนั้นต่อไป ซึ่งคล้ายกับวิธีแนะแนวในสมัยปัจจุบัน  วิธีการดังกล่าวได้กลายเป็นพิธีการทางศาสนา หรือทางขนบธรรมเนียมประเพณี กล่าวคือ พอเด็กอายุได้หกเดือนขึ้นไป  ก็จะทำพิธีการป้อนข้าวเด็กเป็นครั้งแรก  ในพิธีนี้เมื่อเริ่มทำพิธีบูชาด้วยการสวดมนต์เสร็จแล้ว เขาก็จะนำสิ่งของต่าง ๆ มารวมวางไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง เช่นของกินและของเล่นต่าง ๆ นอกจากนั้นก็มีหนังสือ ปากกา อาวุธ เครื่องใช้ในการแพทย์ เครื่องใช้ในการฝีมือต่าง ๆ ฯลฯ แล้วก็เสี่ยงทาย โดยให้เด็กออกไปอยู่ท่ามกลางสิ่งของเหล่านัน เมื่อเด็กจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา  พวกผู้ใหญ่ก็มักจะถือเอาสิ่งนั้นเป็นหลักพิสูจน์ถึงกาลอนาคต  เช่น ถ้าเด็กจับหนังสือก็ว่าเด็กนั้นมีลักษณะจะเป็นพราหมณ์  ถ้าจับอาวุธก็ว่าจะเป็นกษัตริย์ เป็นต้น   ปัจจุบันพิธีนี้จัดทำกันครั้งเดียวระหว่างที่เด็กอายุ ๖ เดือน  ถึง ๑ ปี  แต่ในสมัยโบราณพิธีนี้ใช้กับเด็กอายุ ๑ ขวบ ถึง ๘ ขวบ  ทุก ๆ ปี  หรือทุก ๖ เดือน
            หลักแห่งอาศรม  อันเป็นสถาบันหนึ่งของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ได้แบ่งชีวิตมนุษย์ออกเป็นสี่ตอน แต่ละตอนเรียกว่า อาศรม โดยถือว่ามนุษย์เรานี้ส่วนเฉลี่ยอายุได้ ๑๐๐ ปี  แบ่งออกเป็นสี่ภาค หรือสี่อาศรม แต่ละอาศรมเป็นเวลา ๒๕ ปี คือ
                พรหมจริยอาศรม   ในช่วงเวลา ๒๕ ปีแรก  มนุษย์มีหน้าที่รับแต่การศึกษาไปตามวรรณะของตน ผู้ที่เข้ามาอยู่ในอาศรมนี้เรียกว่า พรหมจารี  เข้ามาอยู่โดยประกอบพิธีที่เรียกว่า อปนยนสันสการ  ซึ่งจัดทำแก่เด็กขณะมีวัยได้ ๘ - ๑๒ ขวบ ส่วนมากเด็กที่เป็นพราหมณ์จะทำพิธีนี้เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ  เด็กที่มีลักษณะวรรณะกษัตริย์จะทำพิธีนี้เมื่ออายุ ๑๑ - ๑๒ ขวบ เด็กที่มีลักษณะวรรณะแพศย์จะทำพิธีนี้เมื่ออายุ ๑๒ ขวบ หรือลงกว่านั้นไปเล็กน้อย  ส่สนเด็กที่มีลักษณะวรรณะศูทร ไม่มีการกำหนดอายุ เพราะพวกนี้ต้องรับการศึกษาภาคปฎิบัติมากกว่าวิชาหนังสือ บรรดาพรหมจารีจะต้องอยู่ในพรหมจริย อาศรม จนถึงอายุ ๒๕ ปี  เต็ม
                คฤห์สถาศรม  เป็นระยะที่สองแห่งชีวิต  กล่าวคือ เมื่อสำเร็จการศึกษาออกมาแล้ว ก็มาช่วยแบ่งเบาภาระจากบิดามารดา ด้วยการช่วยทำงาน และจัดแจงพิธีสมรสเพื่อรักษาวงศ์ตระกูล ให้มั่นคงยืนนานต่อไป กับทั้งย่างเข้าสู่ความเป็นคฤหัสถ์ หรือฆราวาส  แล้วจัดการงานไปตามวรรณะของตน เพื่อการครองชีพต่อไปเป็นระยะเวลานานอีกประมาณ ๒๕ ปี  จนถึงอายุประมาณ ๕๐ ปี  หรือจนถึงบุตรธิดาของตนเป็นคฤหัส์ถไปแล้ว
                วานัปรัสถาศรม   เป็นช่วงระยะที่สามแห่งชีวิต เมื่อบุตรธิดาได้สำเร็จการศึกษาออกไปเป็นคฤหัสแล้ว ตัวบิดามารดาผู้ชราก็ควรยกทรัพย์สมบัติมอบให้บุตรธิดา  แล้วตนเองก็ออกไปอยู่ที่อาศรม อันตั้งอยู่ในป่าเพื่อเสียสละอุทิศ กำลังร่างกายของตนทำงานให้แก่สังคมส่วนรวม ด้วยการเป็นครูบาอาจารย์ทำหน้าที่ให้การศึกษา  และนึกคิดแต่ในทางที่จะทำให้สังคมเจริญ สำหรับสตรีถ้าไม่มีความประสงค์จะไปอยู่ในอาศรมในป่ากับสามี ก็อาจจะอยู่กับบุตรธิดา ต่อไปได้ ส่วนผู้ใดไม่ต้องการจะออกไปอยู่ ณ อาศรมในป่า ก็อาจอยู่ที่บ้านได้ แต่ต้องบำเพ็ญกิจเพื่ออุทิศตนให้แก่สังคมต่อไป จนถึงอายุ ๗๕ ปี
                สนยัสตาศรม  เป็นระยะสุดท้ายแห่งชีวิตคือ อายุย่างเข้า ๗๕ ปี  ก็พาตนไปบวชเป็น สันยาสี   บำเพ็ญสมาธิ และพยายามแสวงหาโมกษธรรม หรือความจริงว่าตนเองเป็นใคร พระพรหมคือใคร ในโลกนี้มีสารวัสดุอะไรบ้าง ฯลฯ  เมื่อได้คำตอบสำหรับตนเองแล้ว ก็เผยแพร่คำตอบนั้นให้ได้เป็นที่รู้กันไปทั่ว  โดยถือว่ามนุษย์ทั้งปวงเป็นประดุจสมาชิกในครอบครัวของตนเอง และในทำนองเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของพระพรหมด้วย
หลักคำสอนทางสาสนา
            คำสั่งสอนทางศาสนาของครูอาจารย์ต่อ นิสิต นักศึกษา ตอนที่เขาเหล่านั้นลาครูกลับบ้าน หลังจากเรียนสำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นสาระสำคัญของธรรมคือ
                ๑. จงพูดแต่ความสัตย์
                ๒. จงกระทำปฎิบัติแต่ทางธรรม
                ๓. อย่าประมาทในการอ่านหนังสือธรรม จงพยายามหาเวลาอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมพอสมควร ให้เป็นนิตย์
                ๔. จงเอาจตุปัจจัยถวายแก่ครูอาจารย์แล้วตนเองก็เข้าสู่เพศฆราวาส อย่าทำให้วงศ์ตระกูลต้องขาดสาย จงปฎิบัติหน้าที่ของตนให้เหมาะสมกับสามีที่ดี ซื่อสัตย์ต่อภรรยา และบิดาที่ดีต่อบุตร
                ๕. จงอย่าประมาทในการพูดความสัจ
                ๖. จงอย่าประมาทในการกระทำ จงพยายามทำกุศลกรรม
                ๗. จงอย่าประมาทในการปฎิบัติธรรม
                ๘. อย่าประมาทในการทำให้มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ
                ๙.  อย่าประมาทในการค้นหาความรู้ทางธรรม และในการเผยแพร่ธรรม โดยการอ่านตำรา ๆ และปาฐกถา
                ๑๐. จงอย่าประมาทในการบูชาสักการะเทพเจ้า เทวดา และบรรพบุรุษของตน
                ๑๑. จงถือว่ามารดาเป็นเสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง
                ๑๒. จงถือว่าบิดาเป็นเสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง
                ๑๓. จงถือว่าครูอาจารย์เสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง
                ๑๔.  ถือว่าแขกที่มาสู่บ้านโดยบังเอิญ เป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง
                ๑๕. จงกระทำในสิ่งที่ดีที่ไม่เป็นที่ติดฉินนินทา นอกจากนี้ยังต้องปฎิบัติตาม และยึดถือขนบธรรมเนียม ประเพณีแต่โบราณด้วย
                ๑๖. บรรพบุรุษได้สร้างทางแห่งความสุจริตไว้ จงเดินบนทางนั้น
                ๑๗. จงฟังและเคารพบุคคลที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ
                ๑๘. สิ่งที่จะมอบให้ผู้อื่น จงให้ด้วยความศรัทธา ด้วยความเต็มใจและดีใจ ด้วยความรัก และความอ่อนหวาน อย่าให้ด้วยความไม่ศรัทธา ด้วยความกลัว หรือการถูกบังคับ
                ๑๙. จงไปหาผู้อาวุโส หรือผู้ปฎิบัติธรรม เมื่อสงสัยในข้อปฎิบัติว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้ท่านเหล่านั้นขจัดข้อข้องใจให้
                ๒๐. สิ่งเหล่านี้เป็นคำสั่ง เป็นคำสั่งสอนจากพระเวท และอุปนิษัท เป็นคำสั่งสอนของครู จึงควรปฎิบัติตาม
            การปฎิบัติระหว่างบุคคลต่อบุคคล  ในคัมภีร์ และตำราของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ได้บัญญัติการปฎิบัติระหว่างบุคคลไว้เป็นอันมาก เช่น
               ปิตฤธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของบิดาต่อบุตร บิดาต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูบุตร ถึงบุตรมีอายุบรรลุนิติภาวะในการเลี้ยงดูบุตรนั้น
                มคฤธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของมารดาต่อบุตร มารดาจะต้องรับหน้าที่เหมือนบิดา แต่เอาใจใส่เป็นพิเศษกับบุตร ตอนที่บุตรอยู่ในบ้าน หากบุตรนั้นเป็นเพศหญิง จะรับหน้าที่อบรมสั่งสอนเป็นพิเศษ  เพื่อสร้างอนาคตของบุตรหญิงนั้น ๆ มารดาเป็นครูคนแรกของเด็ก ๆ มารดาจึงต้องระมัดระวัง สร้างนิสัย อุปนิสัยเด็กก่อน
                อาจารยธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของครู อาจารย์ต่อศิษย์ครูอาจารย์จะต้องรับหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้แก่ศิษย์อย่างถูกต้อง ยุติธรรม เลี้ยงดูลูกศิษย์อย่างที่พ่อแม่เลี้ยงดูบุตร สร้างและแก้ไขความประพฤติ นิสัย อุปนิสัยของลูกศิษย์ ร่วมกับพ่อแม่ของลูกศิษย์
                บุตรธรรม และศิษยธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา และการปฎิบัติหน้าที่ของลูกศิษย์ต่อครู ในตำราของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ได้บัญญัติไว้ว่า  บุคคลที่จงรักภักดีต่อมารดา ผู้นั้นเป็นผู้ชนะโลกนี้ บุคคลที่จงรักภักดีต่อบิดา ผู้นั้นย่อมชนะโลกสวรรค์ และบุคคลที่จงรักภักดีต่อครู - อาจารย์ ผู้นั้นย่อมชนะโลกพระพรหม  (พรหมโลก)
                ภราตฤธรรม  คือ การปฎิบัติของพี่ต่อน้อง และร้องต่อพี่ น้องต้องเคารพนับถือพี่เหมือนบิดามารดา และครูจึงมีบัญญัติว่า จะถือว่าครู อาจารย์เป็นรูปพระปรมาตมัน บิดาเป็นรูปพระประชาบดี มารดาเป็นรูปพระแม่ธรณี และพี่เป็นรูปพระครู จงอย่าดูถูกทั้งบิดามารดา ครู และพี่ ไม่ว่าตนเองอยู่ในฐานะใดก็ตาม
                ปติธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยา ผู้เป็นพี่ชายต้องเลือเจ้าสาว ผู้ที่เหมาะสมแก่ตระกูลของตน เหมาะต่อสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ดังนั้น ก่อนเลือกเจ้าสาวจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ก่อน  เมื่อเป็นภรรยาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูกันไปตลอดชีพ เอาใจใส่ต่อภรรยาอย่างจริงจัง ถือว่าผู้หญิงอื่น ๆ เป็นเสมือนมารดา พี่น้อง หรือลูกหลาน (ตามวัย) ของตน ได้มีบัญญัติไว้ว่า ที่ไหนสตรีเพศ (ภรรยา) ได้รับความนับถือจากฝ่ายชาย (สามี) ที่นั้นย่อมมีเทพทั้งหลายอาศัยอยู่ตลอดกาล  ที่ไหนภรรยาได้รับแต่อนาทร ที่นั้นการกระทำการกุศลของฝ่ายชายกลายเป็นโมฆะ ตระกูลใดหรือครอบครัวใดในระหว่างสามีกับภรรยา มีความพอใจซึ่งกันและกัน ตระกูลนั้น หรือครอบครัวนั้น ย่อมมีแต่ความสุขความเจริญอย่างแน่นอน
                ปัตนีธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของภรรยาต่อสามี ผู้เป็นภรรยาต้องปฎิบัติหน้าที่ต่อสามีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องเอาใจใส่ต่อสามีอย่างจริงจัง อยู่ในโอวาทและความควบคุมดูแลของสามีตลอด
                สวามี - เสวกธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของสวามี (นายจ้าง)  ต่อเสวก (ลูกจ้าง)   และการปฎิบัติหน้าที่ของเสวกต่อสวามี  ผู้เป็นนายจ้างมีหน้าที่เลี้ยงลูกจ้าง และครอบครัวของเขา จ่ายเงินเดือน หรือให้ตอบแทนประการใด ก็ควรพิจารณาก่อนว่า ปัจจัยที่มอบให้แก่ลูกจ้างนั้น มีเพียงพอเพื่อการครองชีพของเขา และครอบครัวหรือไม่  ต้องเอาใจใส่ในทุกข์สุขของเขา เช่นเดียวกับผู้เป็นลูกจ้าง ต้องปฎิบัติงานซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง  และทำอย่างที่นายจ้างได้รับผลมากที่สุด
                ราชธรรม  คือ การปฎิบัติหน้าที่ของพระราชาต่อประชาชน กับปฎิบัติหน้าที่ของประชาชนต่อพระรชา จงถือว่าประชาชนเป็นเสมือนบุตรหลาน และเอาใจใส่ความสุขทุกข์ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ในด้านประชาชนมีหน้าที่ต้องถวายความเคารพนับถือพระราชาอย่างสูงสุด พระราชาธิราชเจ้า ทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าแปดองค์คือ พระอินทร พระยมราช พระวายุ พระสูรย์ พระอัคนี พระวรุณ พระจันทร พระกุเวร  ในคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า พระพรหมธาดาได้แต่งตั้งพระมหากษัตริย์ โดยเอาพระเดชาบารมีของเทพเจ้าทั้งแปดดังกล่าวแล้ว เพื่อปกป้องปกครองและรักษาประชาชน ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู  ได้ถวายความเคารพนับถือพระราชาเสมือนดังพระนารายณ์ด้วย
                มานวธรรม  มีการสั่งสอนไว้หลายประการด้วยกัน เช่น
                    - หากเกิดมาเป็นมนุษย์ จงปฎิบัติแต่ทางกุศล
                    - บุคคลที่ได้กระทำโดยการพูด โดยกาย โดยใจ แล้ว ผลแห่งการกระทำนั้นก็จักอำนวยให้แก่บุคคลนั้น เป็นอุดมคติ จึงจงทำแต่ดีตลอด
                    - คิดแต่ทรัพยสมบัติของผู้อื่น คิดแต่ทำเสียประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ยอมนับถือผู้ใหญ่  เป็นโทษทางจิตใจ จงอย่าทำ
                    - ก่อนจะลงมือกระทำใด ๆ  จงพิจารณาดูว่าขัดกับธรรมเนียมประเพณีของประเทศชาติ หรือขัดแย้งกับขนบธรรมเนียมของตระกูลตนเอง หรือของสังคมที่ตนสังกัดอยู่หรือไม่  หากไม่ขัดแล้วจึงลงมือทำ
                    - บุคคลใดไม่ซื่อตรงต่อมิตร ไม่รู้จักบุญคุณ หักหลังผู้อื่น ต้องไปตกนรก
                    - บุคคลใดที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ เพื่อธรรมบุคคลนั้นจะไปสุคติสูงสุด โดยผ่านสุริยจักรวาลไป
                    - ในโลกนี้ ใครมาแย่งที่ดิน (ประเทศชาติ)  ของเรา ซึ่งปู่ย่าและบิดามารดาได้รักษาไว้ ผู้นั้นจะเป็นศัตรูที่หนึ่งของเรา ขอให้ทำลายผู้นั้นเสีย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นญาติมิตรก็ตาม
                    - พระราชาเป็นญาติของผู้ที่ไม่มีญาติ  เป็นตาของผู้ที่ไม่มีความสว่างในดวงตา เป็นบิดาและมารดาของประะชาชน ที่เดินบนทางยุติธรรม
                    - ทรัพยสมบัติเงินทองมีคติ ๓ ประการ คือ จ่ายออกโดยจัดทานในกุศลธรรมต่าง ๆ จ่ายออกเพื่อหาเครื่องอุปโภคบริโภค หากไม่จัดทำทั้งสองประการนี้แล้ว ก็ถูกวินาศไป
                    - จงฟังสาระสำคัญธรรม คือ สิ่งที่ตนเองไม่ชอบ สิ่งนั้นอย่าอำนวยให้แก่ผู้อื่น  การกระทำของผู้อื่นประการใดที่เราไม่ชอบ อย่ากระทำการนั้นต่อผู้อื่น สารธรรมนี้จงถือไว้ตลอดไป ก็มีแต่ความสุขสันต์เป็นนิตย์
            ปรัชญาในภควัทคีตา  คำสั่งสอนของพระกฤษณะที่กล่าวในภควัทคีตา มิใช่เพียงสั่งสอนอรชุนเท่านั้น หากยังเหมาะสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคำสอน จะสามารถอธิบาย และครอบคลุมปัญหาต่าง ๆ ที่เกิด หรือสิ่งที่อยู่ในใจของศาสนิกชนให้หมดสิ้นเช่น ใครเป็นผู้สร้างจักรวาลและสิ่งต่าง ๆ ในจักรนวาล ที่ปัญหานี้อรชุนได้ถามพระกฤษณะ คำตอบคือ พระองค์นั่นเองเป็นผู้สร้าง และเป็นผู้ทำลาย พระองค์จะมาในรูปแบบที่ต่างกัน ทุก ๆ สิ่งในจักรวาล จะมีพระองค์เป็นส่วนหนึ่งเสมอ แม้สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ และเขาเหล่านั้น ก็พยายามที่จะกลับไปสู่จุดหมายอันเดียวกันนั่นคือ พระองค์ หรือพระกฤษณะนั่นเอง เมื่อใดเขาเหล่านั้นสามารถที่จะกลับมาพบพระองค์แล้ว วิญาณนั้นก็ถือว่าเป็นอมตะ และเมื่อสิ่งใดหรือเขาเหล่านั้นได้กลับมาพบกับพระกฤษณะ การพบนี้ก็เรียกว่า นิรวาน ตราบใดที่สิ่งเหล่านั้นไม่ถึงนิรวาน วิญาณก็จะไม่มีการสิ้นสุด จะเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อย ๆ โดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรม ที่แต่ละบุคคลได้กระทำขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลง เกิดในสิ่งต่าง ๆ ถึง ๘ ล้าน ๖ แสน ๔ หมื่นชนิด
            ในจำนวนสัตว์ทุกชนิดนั้น มนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงที่สุด ประเสริฐที่สุด แต่การที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้นยากมากเพราะจะต้องสร้างกรรมดีมาตลอด มนุษย์สามารถมีอิสระที่จะทำความดีได้ และอาจจะบรรลุถึงนิพพาน
                กรรมในภควัทคีตา  กรรมที่จะทำขึ้นในมนุษย์ประกอบด้วยกรรมสามชนิดคือ กรรมดี กรรมชั่ว และกรรมที่เป็นไปตามปกติ สม่ำเสมอ
                ยังมีกรรมวอีกประเภทหนึ่งถือว่าเป็นกรรมชั้นสูงที่สุดคือการสร้างกรรมหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตน ทำเพื่อคนอื่น ในการทำกรรมนี้ มนุษย์ต้องเสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ
                กรรมชั้นสอง คือการปฏิบัติหนัาที่ตามความเหมาะสมในนอันที่ควร เช่นนักเรียนควรมีหน้าที่ศึกษา
                กรรมชั้นสาม คือกรรมที่ทำเพราะความจำเป็น
            การปฏิบัติประจำวันทางศาสนา  คือทำบูชาห้าประการหรือการกระทำพิธียัญญะห้าประเภท
                พรหมยัญญะ  ได้แก่ การตั้งจินตนาการถึงเฉพาะแต่พระปรมาตมันและอาตมา โดยตั้งสมาธิทางลัทธิโยคะ หรือกระทำพิธีบูชาตามยคำสั่งสอนของคัมภีร์พระเวท หรือมิฉะนั้นก็ทำการศึกษาพระธรรมให้แตกฉานยิ่งขึ้น ผู้บรรลุพรหมยัญญะจะสามารถบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่คนทั้งปวงได้ด้วยใจบริสุทธิ์ โดยมิได้เลือกหน้า
                พรหมยัญญะ กระทำสามเวลา ตอนเช้าระหว่าง ๐๔.๐๐ น. ถึง ๐๘.๐๐ น. ตอนกลางวันระหว่าง ๑๑.๓๐ น. ถึง ๑๓.๐๐ น. ตอนเย็นระหว่าง ๑๗.๑๕ น. ถึง ๒๐.๐๐ น. ตอนเช้าตื่นขึ้นมาแล้วชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าพิธี ใช้คาถาพระคายตรีอ่านในใจและจินตนาการ พระรูปกายตรีปางทรงพรหมา ไปพร้อมกัน กลางวันอ่านคาถาพระกายตรีและจินตนาการพระแม่กายตรีปางพระนารายณ์ ตอนเย็นอ่านคาถาพระกายตรีและจินตนาการรูปพระแม่กายตรีปางพระศิวะ
                การอ่านพระคาถากายตรีต้องวอ่านหนึ่งพันครั้งในแต่ละเวลา หากปฎิบัติได้ ๑๒ ปี ก็จะมีบารมีสูงขึ้นในร่างกายและจิตใจของผู้ปฏิบัติ มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองเป็นพิเศษ หากไม่สามารถปฏิบัติได้ถึงขั้นนี้ ก็ต้องอ่านหนึ่งร้อยแปดครั้งในแต่ละเวลา ถ้าเห็นว่ายังทำไม่ได้อีกก็อ่านเพียงสองเวลาเช้า เย็น
                เทวยัญญะ  ได้แก่ การทำพิธีบูชาไฟชนิดที่เรียกว่า การหวน หมายถึงการเวียนกลับหรือหมุนเวียนกลับ ในการบูชาไฟย่อมมีสิ่งของต่าง ๆ เช่น เนยงาดำ ธูป ผง ไม้จันทน์ กำยาน ฯลฯ ของเหล่านี้เมื่อนำมาเผาก็ทำให้เกิดควัน ควันเหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นเมฆ เมฆกลายเป็นฝน
                ปิตฤ ยัญญะ ได้แก่การสักการะบูชาบรรพบุรุษ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และล่วงลับไปแล้ว มีสี่ประเภทด้วยกันคือ
                    - บิดามารดา น้า อา ป้า ลุง ที่เป็นบรรพบุรุษสายเลือดแห่งตระกูล ที่ยังมีชีวิตอยู่
                    - ครู อาจารย์ ผู้สอนศาสนา ตลอดจนผู้เขียนหนังสือธรรมะ นักบวช พระเจ้าแผ่นดินที่ยังมีชีวิตอยู่
                    - สิ่งที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ชาติโดยธรรมชาติเช่น มาตุภูมิ ดิน น้ำ ลม ไฟ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ฯลฯ
                    - บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
                มนุษยยัญญะ ได้แก่ การรู้จักต้อนรับแขก และการปฏิบัติในทางที่ดีต่ออาคันตุกะ ผู้มาเยี่ยมเยียน รวมถึงการกระทำเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษย์
                ภูตยัญญะ ได้แก่ การมีอุปการะและเมตตากรุวณาต่อชีวะทุกประเภททั่วโลกคือการไม่เบียดเบียนใคร
พราหมณ์ในนครศรีธรรมราช

            เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒ - ๓ นักบวชพราหมณ์เผ่าดราวิเดียน ทางภาคใต้ของอินเดียได้เดินทางด้วยเรือจากอินเดีย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ข้ามทะเลอันดามัน ได้พากันมาหลายคณะหลายพวก มาขึ้นฝั่งทางชายทะเลตะวันตกของแหลมปลายแถบเมืองมะริด ทวาย มลิวัลย์ มีพวกที่ขึ้นฝั่งที่บ้านทุ่งตึก บนเกาะพระทอง อำเภอคระบุรี ปัจจุบัน จังหวัดพังงาวปัจจุบัน
            หลังจากที่พวกพราหมณ์รู้ภูมิภาคตะวันออกของทวีปเอเซียแล้ว พราหมณ์ที่เป็นพ่อค้าก็เริ่มใช้เส้นทาง โดยผ่านช่องแคบ จากปากคลองปกาไส ไปออกปากแม่น้ำตาปี ที่อ่าวบ้านดอน โดยผ่านพื้นที่ของอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ไปตามช่องแคบที่อยู่ระหว่างเขาหน้าแดงหน้าเรืองของยตำบลพรดินนา ไปตามร่องน้ำที่เป็นคลองสินปุน แล้วไปบรรจบกับแม่น้ำตาปี ในเขตอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านเข้าเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อำเภอเวียงสระ อำเภอพระแสง อำเภอพุนพิน แล้วออกทะเลที่อ่าวบ้านดอน
            พวกพราหมณ์พ่อค้าได้ใช้เส้นทางนี้อยู่หลายร้อยปีจนช่องแคบดังกล่าวตื้นเขิน ใช้เดินเรือไม่ได้ พ่อค้าอินเดียก็ใช้การแล่นเรือผ่านสิงคโปร์ ที่อยู่ทางปลายสุดของแหลมมลายู เพื่อไปตะวันออกไกลคือจีนและญี่ปุ่น โดยแล่นเรือเรียบริมฝั่งแหลมมลายูด้านวตะวันออกผ่านเมืองนราธิวาส ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช และอ่าวบ้านดอนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วมุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๒๐ องศา เข้าทะเลจีนใต้จนถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

            พ่อค้าชาวอินเดียเหล่านี้ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เมื่อไปถึงเมืองไหนก็ปฏิบัติตามลัทธิศานาของตน ณ ที่นั้น มีร่องรอยให้เห็นอยู่ในแถบประเทศมาเลเซียตอนบน ในรัฐเคดาห์มีโบสถ์พราหมณ์เก่าแก่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบาตู ปาฮัต มีอายุกว่าพันปี และที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
            พราหมณ์รุ่นแรกที่ตั้งหลักอยู่ที่บ้านทุ่งตึก บนเกาะพระทอง แล้วต่อมาได้อพยพเข้ามาบนแผ่นดินใหญ่ ตั้งชุมชนที่บ้านคูลา ปัจจุบันคือคูระบุรี จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่ปากน้ำตะกั่วป่า เรียกหมู่บ้านของตนว่า ตะโกลา  เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ได้สร้างเทวสถานขึ้นที่เชิงเขาเหล ตำบลรามณีย์ อำเภอตะกั่วป่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๙๘๕  ต่อมาบางส่วนได้อพยพข้ามเขาศก ไปทางตะวันออกเข้าสู่เขตจังหวัดสุราษฎรธานี แล้วเดินทางเลียบลำแม่น้ำตาปี ถึงอำเภอท่าขนอน และอำเภอพุนพิน  จากอำเภอพุนพินได้แบ่งออกเป็นสองพวก โดยมุ่งไปทางฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายูพวกหนึ่ง  อีกพวกหนึ่งเดินบกไปทางทิศใต้ ไปตั้งชุมชนที่อำเภอเวียงสระปัจจุบัน

            ความเป็นมาของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช  เมื่อต้นสมัยอยุธยาประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๓  เจ้าเมืองรามนคร หรือพาราณสี ในอินเดียได้ส่งราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกษัตริย์ไทย กษัตริย์ไทยได้ทรงขอเทวรูปของคณะพราหมณ์ เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งมิตรภาพ  คณะพราหมณ์ได้จัดเตรียมเทวรูป และเครื่องประกอบตามลัทธิคือ พระนารายณ์ พระศรีลักษมี พระมเหวารีย์บรมหงส์ และชิงช้าทองแดง  ขณะเดินทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา ได้เกิดพายุใหญ่ พัดพาเรือของคณะพราหมณ์เข้าสู่เมืองท่าตอนใต้ของไทย ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายูคือ ท่าเมืองปะเหลียน ในเขตเมืองตรัง เมืองตรังขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในปกคอรงของกรุงศรีอยุธยา ทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งเรือรบมารับถึงท่าเรือเมืองปะเหลียน  แต่ได้เกิดเหตุการณ์เป็นทำนองว่า เทวรูปจะไม่ไปยังกรุงศรีอยุธยา และจะอยู่ในอาณาจักรนครศรีธรรมราช ในบริเวณตำบลท่าน้ำใกล้วัดเสนาเมืองปัจจุบัน  กำหนดให้เป็นเทวสถานของคณะพราหมณ์ ได้สร้างอาคารที่เรียกว่า โบสถ์พราหมณ์ หอพระอิศวร หอพระนารายณ์ และเสาชิงช้า ขึ้นตามลัทธิศาสนาพราหรณ์ ตั้งแต่นั้นมา
            นำลัทธิพราหมณ์เข้าสู่ราชพิธี  เมื่อมีสกุลพราหมณ์เพิ่มจำนาวนมากขึ้นตามลำดับพวกพราหมณ์ที่ม่จากฝ่ายเหนือคือ พวกที่อพยพผ่านมาทางตะกั่วป่า ข้ามเขาศก เข้าสู่ชานเมืองนครศรีธรรมราชบริเวณพุนพิน ท่าทอง ดอนสัก ขนอม สิชล ท่าศาลา จนเข้าตัวเมือง เข้ามาสมทบกับพวกพราหมณ์ที่มาจากพาราณสี ซึ่งได้มาอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชก่อน ทั้งสองพวกเข้ากันได้สนิท ตั้งวงศ์สกุลพราหมณ์เป็นปึกแผ่นขึ้นในเมืองนครศรีธรรมราช  เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อมีพิธีการอย่างใด ก็นิยมให้พราหมณ์มาประกอบพิธีให้อย่างกษัตริย์ในอินเดีย เช่น พิธีตรียัมปวาย พิธีสงกรานต์ เป็นต้น
            การปฎิบัติตามลัทธิพราหมณ์  เป็นลัทธิสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นพันปี เช่น การถวายข้าวเม่า ข้าวตอก แก่เทพเจ้าของพราหมณ์ กำหนดประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ขึ้นเป็นประจำปี ในเดือนสิบสอง แรมค่ำ พอได้ฤกษ์ก็ให้ตามประทีป ลดไม้เทพทัณฑ์  โล้ชิงช้า แห่นางคงคา
            ส่วนในราชพิธีของบ้านเมือง ก็ให้พราหมณ์สี่คน อ่านหนังสืออวยชัยถวายพระพรแก่ผู้ปกครองบ้านเมือง
            คณะเจ้าหน้าที่พราหมณ์  เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองบ้านเมือง ได้แต่งตั้งพราหมณ์บางคน ให้เป็นหัวหน้าและผู้ช่วยรอง ๆ ลงไป  ในทำนองเดียวกันกับการตั้งสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา เช่น หัวหน้าพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช ได้ตำแหน่ง แผดงธรรมนารายณ์  มีหน้าที่ปกครองคณะพราหมณ์ และดูแลรักษาเทวรูปและเทวสถานต่าง ๆ รองหัวหน้ามีตำแหน่ง แผดงศรีกาเกีย สองตำแหน่งนี้ได้รับแต่งตั้งจากกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ต่อมาหัวหน้าคณะพราหมณ์ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น  ออกพระธรรมนารายณ์  ฯ ผู้ช่วยได้เลื่อนเป็นที่ ออกพระศรีราชโภเบนทร ฯ หัวหน้าพราหมณ์ชั้นหลัง ๆ ต่อมาได้รับอิสริยยศเป็นที่พระรามเทพมุนีศรีกษัตริย์สมุทร
            การแพร่หลายและสืบทอด  ต่อมาทางกรุงศรีอยุธยาได้ให้ พราหมณ์จากนครศรีธรรมราชเข้าไปปฎิบัติตามลัทธิพราหมณ์ ในาชสำนักอย่างใกล้ชิด เช่น  พระยาโหราธิบดี ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อจากนั้นลัทธิพราหมณ์ก็ได้มีการยึดถือมากขึ้น ในราชสำนักก็นิยมใช้ลัทธิศาสนาพราหมณ์ประกอบพิธี
            เนื่องจากลัทธิศาสนาพราหมณ์ ได้ยึดมั่นในชนชั้นของตนอย่างแก่กล้า ไม่ยอมร่วมพงศ์พันธุ์กับชนชันอื่น ๆ จึงทำให้ประชากรพราหมณ์ลดลงตามลำดับ ปัจจุบันประชากรพราหมณ์ยังมีปรากฎเป็นหมู่คณะอยู่บ้างในกรุงเทพ ฯ  เพื่อทำหน้าที่ในราชพิธีต่าง ๆ นอกจากนั้นก็ยังคงมีอยู่บ้างแถวตะกั่วป่า พัทลุง และนครศรีธรรมราช

..........
ศาสนาคริสต์

ประวัติความเป็นมา

            ศาสนาคริสต์ มีกำเนิดมาจากพระเจ้า  เริ่มมีมาตั้งแต่มนุษย์คู่แรกในโลก กาลต่อมาบรรดาลูกหลานสืบต่อ ๆ มา ส่วนใหญ่ต่างหลงลืมพระเจ้า พระเจ้าจึงได้เลือกบุรุษผู้หนึ่ง ชื่อ อับราฮัม ให้เป็นต้นตระกูลของชนชาติหนึ่งชื่อ ฮีบรู หรือยิว หรืออิสราเอล และให้พระเยซูคริสต์ (พระบุตรพระเจ้า) บังเกิดในชนชาตินี้ เพื่อจัดศาสนาของพระองค์ให้ถูกต้องสมบูรณ์
            พระเยซู ได้จาริกสั่งสอนในประเทศปาเลไตน์ หรืออิสราเอล ประมาณสามปี ได้เลือกอัครสาวกสิบสองคน เป็นหลักสืบศาสนาต่อไป โดยมีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เป็นหัวหน้า ผู้สืบตำแหน่งนักบุญเปโตร ต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่า สมเด็จพระสันตปาปา
            เมื่อพระเยซูคืนชีพ และขึ้นสวรรค์แล้ว คณะอัครสาวก และบรรดาศิษย์ประมาณ ๑๒๐ คน ได้มาชุมนุมสวดภาวนาที่กรุงเยรูซาเลม และในวันเปนเตกอสต์  (วันที่ห้าสิบหลังจากพระเยซูคืนชีพ) เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.พระจิต ได้ลงมาเหนือทุกคนในห้องประชุมนั้น บันดาลให้ผู้รับพระจิต กลับเป็นคนใหม่ เปี่ยมด้วยความรู้ ความเข้าใจในคำสอนที่ได้รับจากพระเยซู และมีใจร้อนรนกล้าหาญที่จะเป็นพยาน ประกาศยืนยันพระนามของพระเจ้า วันเปนเตกอสต์ นี้ถือเป็นวันกำเนิดของศาสนจักร หรือคริสตศาสนา
            คณะอัครสาวกและสานุศิษย์แพร่คำสอน  เมื่อแพร่คำสอนที่นครเยรูซาเล็ม ระยะหนึ่งแล้ว คณะอัครสาวกก็ได้ถือตามบัญชาของพระเยซู ที่ว่าจงไปสอนนานาชาติทั่วโลก โลกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยคริสตกาลนั้น ได้แก่ประเทศต่าง ๆ ในเครือจักรวรรดิ์โรมัน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม  ก่อนจะแยกย้ายกันไปแพร่คำสอน อัครสาวกได้ย่นย่อข้อความเชื่อพื้นฐานของคริสตศาสนา ไว้ในบทข้าพเจ้าเชื่อ หรือสัญลักษณ์ของอัครสาวก
                นักบุญเปาโล หรือ Saint Paul  ได้เดินทางสั่งสอนตามเกาะ และเมืองริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน เช่น ที่เกาะไซปรัส เมืองมาสิโดเนีย โครินธ์ เอเฟซัส ฯลฯ   ในประเทศกรีซ
                นักบุญเปโตร หรือ Saint Peter  ได้ไปสั่งสอนที่อันติโอ๊ก ซึ่งในสมัยนั้นเป็นนครใหญ่ เป็นเมืองหลวงของซีเรีย และภาคตะวันออกทั้งหมด  และที่เมืองนี้บรรดาศิษย์ติดตามพระคริสต์ได้เรียกตนเองว่า คริสตัง ตามสำเนียงโปร์ตุเกส ซึ่งมาแพร่คำสอนในสมัยอยุธยา ภาษาอังกฤษใช้ว่า คริสเตียน (Christians)
                ประมาณปี ค.ศ.๔๔  นักบุญเปโตรได้ไปสั่งสอนที่กรุงโรม ซึ่งขณะนั้นเทียบได้กับนครหลวงของโลก ได้อยู่เผยแพร่คำสอนอยู่ประมาณ ๒๕ ปี  ทำให้มีผู้กลับใจมากมาย และกรุงโรมได้กลายเป็นศูนย์กลางของคริสตศาสนา จึงได้มีคำโรมันคาทอลิก เกิดขึ้น
            การเบียดเบียนและการกลับใจ  ในระยะสามคริสตศตวรรษแรก คริสตังถูกเบียดเบียนร้ายแรงถึงสิบครั้ง บุคคลเกือบทุกฐานะอาชีพได้เป็น มรณสักขี (Martyr)  คือ สละชีพเป็นศาสนพลี แต่คริสตศาสนาก็แพร่ไปรวดเร็วในจักรวรรดิ์โรมัน ในที่สุด จักรพรรดิ์ คอนสแตนติน ก็ได้ประกาศพระกฤษฎีกาที่เมืองมิลาน เมื่อปี พ.ศ.๓๑๓  ให้ทุกครมีอิสระเสรีที่จะนับถือคริสตศาสนา ทรงมีบัญชาให้คืนวัด และสมบัติต่าง ๆ ที่ริบไปจากพวกคริสตังด้วย
            ต่อมาในคริสตศตวรรษที่ห้า  จักรวรรดิ์โรมันถูกพวกอนารยชน (Bardrians) รุกราน ศาสนจักรก็ต้องพลอยลำบาก เนื่องจากขนบธรรมเนียมอันแข็งกระด้าง และป่าเถื่อนของพวกนั้น บรรดา บิชอป (Bishops) และนักพรต มิสชันนารีได้พยายามกล่อมเกลาชนชาติเหล่านั้น ให้ค่อย ๆ มารับคริสตศาสนา
            ในปี ค.ศ.๔๙๖  โกลวิส  กษัตริย์ชาวฟรังก์ (บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศส) ทรงกลับใจรับศีลล้างบาป พร้อมกับทหารอีก ๓,๐๐๐ คน
            ต่อมาอีกประมาณหนึ่งศตวรรษ พวกวิสิก็อธในสเปน ได้เลิกนับถือเฮเรติกของอาริอุส พวกลอมบาร์ค ในอิตาลีกลับเป็นคริสตัง นักบุญโกลัมบัน และนักบุญคัล ไปแพร่คำสอนในสวิตเซอร์แลนด์ นักบุญโบนิฟาส เผยแพร่คำสอนไปจนสุดแดนป่า ในเยอรมันนี สมเด็จพระสันตปาปาเกรโกรี ส่งบาทหลวงหลายคนไปแพร่คำสอนในอังกฤษ นักบุญปาตริก สอนชาวไอริชให้กลับใจทั้งประเทศ
            ในคริสตศตวรรษที่เก้า ชาวเดนมาร์ค สวีเดน โปแลนด์ บุลกาเรีย รัสเซีย กลายเป็นคริสตังโดยทั่วกัน คริสตศตวรรษที่สิบ พวกนอร์แมน และฮังการี ได้รับความเชื่อ เป็นอันว่ายุโรปทั้งทวีปได้รับคำสอนของคริสตศาสนาแล้ว
            การมิสซัง  หลังจาก วาสโก ดา คามา  พบดินแดนใหม่ในเอเซีย และคริสโตเฟอร์โคลัมบัส พบทวีปอเมริกา ขอบเขตของโลกได้ขยายตัวออกไป ในคณะผู้สำรวจดินแดนใหม่มักมีบาทหลวงคาทอลิก ติดตามไปด้วยเช่น นักบุญ ฟรันซิส เซเวียร์ แห่งคณะเยซูอิต ได้มาแพร่คำสอนในอินเดีย ผ่านแหลมมะละกา  ไปประกาศคำสอนในญี่ปุ่น ทำให้มีผู้สมัครเป็นคาทอลิกหลายหมื่นคน ท่านสิ้นชีพขณะเตรียมตัวเข้าประเทศจีน ในปี ค.ศ.๑๕๕๒
            ในปี ค.ศ.๑๖๒๒ สมเด็จพระสันตปาปาเกรโกรีที่ ๑๕ ได้ตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ กระทรวงนี้รับภาระทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศมิสซัง คือ ประเทศที่ยังมีคริสตชนแต่น้อย ต่อจากนั้นไม่นานคณะบาทหลวงมิสซัง ต่างประเทศแห่งปารีส ก็ได้ตั้งขึ้น และส่งมิสชันนารีออกแพร่คำสอนยังภาคตะวันออกไกล  ได้มาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๒๒ สิงหาคม ค.ศ.๑๖๖๒
            สมเด็จพระสันตปาปาบางองค์ในคริสตศตวรรษที่ ๒๐  มีอยู่ห้าองค์ด้วยกันคือ
                สมเด็จพระสันตปาปาปีโอที่ ๑๑  (ค.ศ.๑๙๒๒ - ๑๙๓๙) ปกครองคริสตศาสนจักร ๑๗ ปี ได้เป็นสัมพันธ์ทางการฑูตกับหลายประเทศ ในปี ค.ศ.๑๙๒๙ ได้ลงนามในสนธิสัญญาลาตวัน ระหว่างรัฐวาติกัน กับรัฐบาลอิตาลี  โดยสนธิสัญญาฉบับนี้รัฐบาลอิตาลี ยอมรับรู้อธิปไตยเหนือสมบัติฝ่ายโลก  ของพระสันตปาปาที่ถูกยึดไปในปี ค.ศ.๑๘๗๐ รัฐบาลใหม่วาติกันประกอบด้วยวังวาติกัน  มหาวิหารนักบุญเปโตร และสถานที่ทางศาสนาทั้งในและนอกกรุงโรม ได้ประกาศสารหลายฉบับ เช่น เรื่องการอบรมเด็ก และการศึกษา การแต่งงาน และปัญหาสังคม
                สมเด็จพระสันตปาปาปาปีโอที่ ๑๒  (ค.ศ.๑๙๓๙ - ๑๙๕๘) ทรงชี้ให้เห็นสันติภาพตามความยุติธรรม
                สมเด็จพระสันตปาปา ยอห์นที่ ๒๓  (ค.ศ.๑๙๕๘ - ๑๙๖๓) ทรงประกาศเรียกประชุมสังคายนาสากลวาติกันที่ ๒ ซึ่งเปิดสมัยแรก วันที่ ๑๑ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๖๒ ปิชอปแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย ทรงนิพนธ์สารฉบับที่ได้รัยยกย่องจากนักสังคมศาสตร์ทั่วโลกคือ มาแตร์ แอต มายิสตรา เตือนโลกให้เผชิญกับสถานการณ์ปัจจุบัน
                สมเด็จพระสันตปาปา เปาโลที่ ๖  (ค.ศ.๑๙๖๓ - ๑๙๗๘) ได้ดำเนินการประชุมสังคายนาต่อในสมัยประชุมที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ปิดเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๖๕ ได้เสด็จออกนอกประเทศอิตาลี ครั้งแรก ในปี ค.ศ.๑๙๖๔ เสด็จเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (อิสราเอล) ทรงพบกับพระสังฆัยกาอเธนาโกรัส (ออร์โธดอกษ์) แห่งอิสตันบูล ครั้งที่สอง ในปี ค.ศ.๑๙๖๔ เสด็จบอมเบย์ในงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทสากล ครั้งที่ ๓๘ ครั้งที่สามเสด็จสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ค เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๕ ทรงวิงวอนให้ทุกชาติหันหน้าเขาหากัน เลิกสะสมอาวุธร้าย เพื่อสันติของโลก
                สมเด็จพระสันตปาปา ยอห์นปอลที่ ๒  เป็นชาวโปแลนด์ ประกอบพิธีอภิเษก เมื่อปี พ.ศ.๑๙๗๘ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เจริญรอยตามทสมเด็จพระสันตปาปาองค์ก่อน
            ศาสนสถาน  ในเขตมิสซัง ทั้ง ๑๐ เขต มีดังนี้
                เขตมิสซังกรุงเทพ ฯ  ระดับโบสถ์ มี ๓๖ แห่ง อยู่ในกรุงเทพ ฯ ๑๗ แห่ง จังหวัดสมุทรปราการ ๒ แห่ง นนทบุรี ๒ แห่ง สมุทรสาคร ๑ แห่ง นครปฐม ๓ แห่ง สุพรรณบุรี ๑ แห่ง ปทุมธานี ๑ แห่ง นครนายก ๒ แห่ง อยุธยา ๕ แห่ง ฉะเชิงเทรา ๒ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  ๗ แห่ง อยู่ในกรุงเทพ ฯ ๓ แห่ง จังหวัดนครปฐม ๑ แห่ง ปทุมธานี ๒ แห่ง ฉะเชิงเทรา ๑ แห่ง
                เขตมิสซังราชบุรี  ระดับโบสถ์ใหญ่  มี ๑๓ แห่ง อยู่ในจังหวัดราชบุรี ๙ แห่ง สมุทรสงคราม ๒ แห่ง กาญจนบุรี ๒ แห่ง
                    ระดับโบสถ์น้อย  มี ๑๐ แห่ง อยู่ในจังหวัดราชบุรี ๔ แห่ง สมุทรสงคราม ๔ แห่ง กาญจนบุรี ๒ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๗ แห่ง อยู่ในจังหวัดราชบุรี ๓ แห่ง เพชรบุรี ๓ แห่ง กาญจนบุรี ๑ แห่ง
                เขตมิสซังจันทบุรี  ระดับโบสถ์ มี ๒๕ แห่ง อยู่ในจังหวัดจันทบุรี ๗ แห่ง ตราด ๑ แห่ง ระยอง ๒ แห่ง ชลบุรี ๖ แห่ง ฉะเชิงเทรา ๓ แห่ง ปราจีนบุรี ๔ แห่ง นครนายก ๒ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๑๖ แห่ง อยู่ในจังหวัดจันทบุรี ๑ แห่ง ตราด ๒ แห่ง ระยอง ๑ แห่ง ชลบุรี ๒ แห่ง ฉะเชิงเทรา ๒ แห่ง ปราจีนบุรี ๗ แห่ง นครนายก ๑ แห่ง
                เขตมิสซังเชียงใหม่  ระดับโบสถ์ใหญ่  มี ๗ แห่ง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ๒ แห่ง เชียงราย ๓ แห่ง แพร่ ๑ แห่ง ลำปาง ๑ แห่ง
                    ระดับโบสถ์น้อย  มี ๕ แห่ง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ๔ แห่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๗๓ แห่ง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ๓๔ แห่ง แม่ฮ่องสอน ๓๔ แห่งเชียงราย ๕ แห่ง
                เขตมิสซังนครสวรรค์  ระดับโบสถ์  มี ๙ แห่ง อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ๑ แห่ง สิงห์บุรี ๑ แห่ง ลพบุรี ๑ แห่ง สระบุรี ๑ แห่ง เพชรบูรณ์ ๓ แห่ง พิษณุโลก ๑ แห่ง สุโขทัย ๑ แห่ง ตาก ๑ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๖ แห่ง อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ๑ แห่ง ตาก ๑ แห่ง เพชรบูรณ์ ๓ แห่ง ลพบุรี ๑ แห่ง
                เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี  ระดับโบสถ์  มี ๒๒ แห่ง อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ แห่ง ประจวบคีรีขันธ์ ๔ แห่ง ชุมพร ๒ แห่ง นครศรีธรรมราช ๓ แห่ง สงขลา ๔ แห่ง ยะลา ๒ แห่ง นราธิวาส ๑ แห่ง ปัตตานี ๑ แห่ง ตรัง ๑ แห่ง ภูเก็ต ๑ แห่ง ระนอง ๑ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  ๒ แห่ง อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ แห่ง ชุมพร ๑ แห่ง
                เขตมิสซังท่าแร่ - หนองแสง ระดับโบสถ์  มี ๖๓ แห่ง อยู่ในจังหวัดสกลนคร ๓๗ แห่ง นครพนม ๓๐ แห่ง กาฬสินธิ์ ๖ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๑๓ แห่ง อยู่ในจังหวัดสกลนคร ๕ แห่ง นครพนม ๔ แห่ง กาฬสินธิ์ ๔ แห่ง
                เขตมิสซังอุดรธานี  ระดับโบสถ์  มี ๓๙ แห่ง อยู่ในจังหวัดอุดร ๕ แห่ง ขอนแก่น ๘ แห่ง เลย ๓ แห่ง หนองคาย ๒๓ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๑๗ แห่ง อยู่ในจังหวัดอุดร ๓ แห่ง ขอนแก่น ๒ แห่ง เลย ๑ แห่ง หนองคาย ๑๑ แห่ง
                เขตมิสซังอุบลราชธานี  ระดับโบสถ์  มี ๑๘ แห่ง อยู่ในจังหวัดอุบล ฯ ๖ แห่ง ศรีษะเกษ ๖ แห่ง ยโสธร ๔ แห่ง ร้อยเอ็ด ๑ แห่ง มหาสารคาม ๑ แห่ง
                    ระดับโบสถ์น้อย  มี ๑๓ แห่ง อยู่ในจังหวัดอุบล ฯ ๘ แห่ง ยโสธร ๑ แห่ง ศรีษะเกษ ๓ แห่ง ร้อยเอ็ด ๑ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๑๕ แห่ง อยู่ในจังหวัดอุบล ฯ ๖ แห่ง สุรินทร์ ๙ แห่ง ศรีษะเกษ ๔ แห่ง ร้อยเอ็ด ๒ แห่ง ยโสธร ๒ แห่ง
                เขตมิสซังนครราชสีมา  ระดับโบสถ์  มี ๑๓ แห่ง อเยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ๙ แห่ง บุรีรัมย์ ๓ แห่ง ชัยภูมิ ๑ แห่ง
                    ระดับที่พักสอนศาสนา  มี ๔ แห่ง อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ๑ แห่ง ชัยภูมิ ๓ แห่ง
ศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย

            ในปี ค.ศ.๑๕๑๑ อัลฟองโซ อัลยู เกิร์ก อุปราชโปร์ตุเกสที่อินเดีย ยึดแหลมมะละกาได้ในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินโปร์ตุเกส ได้ส่งตัวร์เตเฟอร์นัสเดส เป็นหัวหน้าคณะทูตเข้ามาเฝ้าพระมหากษัตริย์ไทย ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา
                ค.ศ.๑๕๖๗ มิชชันนารี ต่างประเทศรุ่นแรกที่รู้จักกันในประเทศไทยคือ บาทหลวงคณะโดมินิกัน สองคน ซึ่งมาจากแหลมมะละกา
                ค.ศ.๑๕๘๔ ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้มีบาทหลวงเข้ามาอีกสองคน
                ค.ศ.๑๖๐๙ มีบาทหลวงเยซูฮิต เข้ามาชุดหนึ่ง บาทหลวงทั้งสามคณะดังกล่าวคือ โดมินิกัน ฟรังซิสกัน และเยซูฮิด เป็นชาวโปร์ตุเกส มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเป็นชาวสเปน จึงมีสำเนียงโปร์ตุเกส ปะปนอยู่ในภาษาไทยเช่น มิสซัง คริสตัง ขนมปัง เลหลัง ฯลฯ
                ค.ศ.๑๖๖๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีบาทหลวงคาทอลิกในประเทศไทย ๑๑ คน อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ได้ดูแลสัตบุรุษชาวโปร์ตุเกส และชนชาติอื่น ๆ ประมาณสองพันคน ได้มีคณะบาทหลวงมิสซัวต่างประเทศ จากกรุงปารีสสามคน เป็นคณะที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ เมื่อปี ค.ศ.๑๖๖๐ ทั้งสามคนมุ่งหน้าจะไปแพร่คำสอนยังประเทศจีน และอินโดจีน แต่เนื่องจากมีการเบียดเบียนศาสนาในประเทศดังกล่าว จึงได้อยู่พำนักในประเทศไทย และได้เริ่มศึกษาภาษาโปร์ตุเกส เพื่อให้สามารถติดต่อกับคริสตังในเมืองไทยได้
                สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างโบสถ์และโรงเรียน เริ่มสร้างในปี ค.ศ.๑๖๖๖ รวมเรียกว่า ค่ายนักบุญโยเซฟ
                ค.ศ.๑๖๖๙ กรุงโรมได้ประกาศตั้งมิสซังสยาม ประเทศไทยจึงกลายเป็นมิสซังแรกของคณะมิสซัง ฯ ปารีสได้มีการแพร่คำสอนไปยังเมืองอื่น ๆ เช่นพิษณุโลก ลพบุรี สามโคก (ปทุมธานี) และบางกอก ได้สร้างโบสถ์เล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ โบสถ์พระแม่ปฏิสนธินิรมล (โบสถ์คอนเซปชัญ)
                ค.ศ.๑๖๗๔ มีชาวไทยคาทอลิกประมาณ ๖๐๐ คน
                ค.ศ.๑๖๘๘ สมเด็จพระนารายณ์ ฯ เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ ได้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกองทหารฝรั่งเศสที่รักษาป้อมที่บางกอก พวกฮอลันดา ซึ่งเป็นอริกับฝรั่งเศสช่วยไทยปิดล้อมป้อม นานห้าเดือน จึงเจรจาตกลงกันได้ ความเข้าใจผิดอันนี้ทำให้รัฐบาลไทยและประชาชนโกรธแค้น ได้จับบาทหลวง และคริสตังจำนวนหนึ่ง คุมขังไว้ที่กรุงศรีอยุธยา จนถึงปี ค.ศ.๑๖๘๙ จึงได้ปล่อย และต่อจากนั้นไปอีกประมาณ ๑๐๐ ปี ศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ก็ประสบการชะงักงัน
                ค.ศ.๑๗๐๗ มีการตั้งหมู่บ้านคริสตังที่จังหวัดจันทบุรี โดยเริ่มจากคริสตังในแคว้นโคชินไชนา ถูกเบียดเบียนจึงได้หนีมาอาศัยอยู่ที่จันทบุรี
                ค.ศ.๑๗๖๗ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ศาสนจักรพลอยยับเยิบไปด้วย
                ค.ศ.๑๗๘๒ ราชวงศ์จักรีขึ้นครองราชย์ที่กรุงเทพ ฯ ฐานะของมิสซังเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ
                ค.ศ.๑๘๐๒ คริสตังในมัสซังไทย รวมไปถึงเกาะปีนังมี ๒,๕๐๐ คน และเพิ่มเป็น ๓,๐๐๐ คน ในปี ค.ศ.๑๘๑๑
                ค.ศ.๑๘๔๑ มิสซังสยามได้มีการแบ่งเป็นครั้งแรกคือ มิสซังสยามตะวันออก ได้แก่ ราชอาณาจักรไทยกับลาว ส่วนที่เหลือเป็นสยามตะวันตกได้แก่ แหลมมลายู เกาะสุมาตรา และภาคใต้ของพม่า บาทหลวงปัลเลอคัว เป็นประมุขมิสซังสยามตะวันออก มีมิสชันนารีชาวยุโรปเจ็ดคน ชาวพื้นเมืองห้าคน ซิสเตอร์ ๒๐ คน สัตบุรุษในปกครองประมาณ ๔,๐๐๐ คน แบ่งเป็นหกโบสถ์คือ โบสถ์นักบุญ ฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน โบสถ์คอนเซปชัญ โบสถ์ซางตาครูส โบสถ์แม่พระลูกปองคำ โบสถ์อยุธยา และโบสถ์จันทบุรี
                บาทหลวงปัลเลอคัว ปกครองมิสซังไทยระหว่างปี ค.ศ.๑๘๔๑ - ๑๘๖๒ เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวรรณคดีอย่างกว้างขวาง ได้ศึกษาภาษาไทยและบาลีจนแตกฉาน ได้แต่งหนังสือหลายเล่มที่มีชื่อมากคือ พจนานุกรม ไทย - ลาติน - ฝรั่งเศส - อังกฤษ เมื่อท่านถึงแก่กรรม ในปี ค.ศ.๑๘๖๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานวอสำหรับพิธีศพ ให้ชักธงชาติครึ่งเสาไว้อาลัยทั่วราชอาณาจักร ขณะบรรจุศพที่สุสานโบสถ์คอนเชปชัญ ก็ได้มีการยิงปืนใหญ่สลุต ๑๕ นัดด้วย
                ค.ศ.๑๘๖๘ มิสซังได้ขยายตัวมาก โดยเฉพาะในหมู่คนจีน มีการเปิดหมู่บ้านคริสตังใหม่หลายแห่งเช่นที่ปากลัด บางช้าง - บางนกแขวก ท่าหว้า บางปลาสร้อย แปดริ้ว บ้านหล้า (นครนายก) เป็นต้น
                ค.ศ.๑๘๘๑ ได้มีการส่งบาทหลวงไปแพร่คำสอนยังภาคอีสานที่อุบลราชธานี นครพนม และได้ตั้งกลุ่มคริสตังที่ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสกลนคร เมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๔
                ค.ศ.๑๘๘๕ ได้เปลี่ยนโรงเรียนประจำโบสถ์เป็นวิทยาลัย (College) ได้เชิญภราคา (บราเดอร์) คณะเซนต์คาเบรียลมาปกครองโรงเรียน ภราคารุ่นแรกมาถึงประเทศไทยในปี ค.ศ.๑๙๐๑
                ค.ศ.๑๘๙๗ โบสถ์เซนต์ฟรังซิส ฯ สามเสนได้ฟื้นฟูคณะภคินี (ซิสเตอร์) พื้นเมืองขึ้นอีก โดยได้สร้างโบสถ์ขึ้นตรงที่ปัจจุบันเป็นโรงเรียนเซนต์ฟรังซิสคอนแวนต์ เมื่อกิจการเจริญเติบโต ก็ได้ย้ายมาตั้งที่คลองเตย คือ บริเวณโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ถนนสุนทรโกษาในปัจจุบัน
                ค.ศ.๑๘๙๘ ได้เปิดโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ สาธร และเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ในปี ค.ศ.๑๙๐๕
                ค.ศ.๑๙๐๙ รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของมิสซังชื่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะ วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ในกรุงสยาม ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒)
                ค.ศ.๑๙๒๔ ภคินีคณะอูร์สุลิน เริ่มมาดำเนินกิจการในประเทศไทย ปัจจุบันมีศูนย์กลางอยู่ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
                ค.ศ.๑๙๒๕ ภคินีคณะคาร์เมล เข้ามาตั้งที่ประเทศไทย มีโบสถ์ที่ถนนคอนแวนต์ ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๘๒ ได้แยกไปเปิดที่จันทบุรีอีกโบสถ์หนึ่ง
                ค.ศ.๑๙๒๗ บาทหลวงคณะซาเลเซียนของนักบุญยอห์น บอสโก เริ่มดำเนินกิจการในประเทศไทยต่อมาได้รับมอบ ให้ปกครองมิสซังราชบุรี
                ระยะดังกล่าวนี้ ได้มีการส่งนักบวชไทยไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยปรอปากันดา ฟีเด ที่กรุงโรม
                ค.ศ.๑๙๖๒  มีการเปิดประชุมสภาสังคายนาวาติกันที่ ๒ มุขนายก ในประเทศไทยทั้งหมดได้เข้าร่วมประชุมสภาสังคายนาปิด เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๕  หลังจากนั้นทางกรุงโรมได้ประกาศให้สถาปนา ฐานานุกรมในประเทศไทย  โดยแบ่งเขตการปกครองฝ่ายศาสนจักร ออกเป็นสองภาคคือ
                    ภาคแรก  ได้แก่  เขตมิสซังกรุงเทพ ฯ  มีมิสซังในสังกัดคือ ราชบุรี จันทบุรี และเชียงใหม่
                    ภาคสอง  ได้แก่ เขตมิสซังท่าแร่ - หนองแสง มีมิสซังในสังกัดคือ อุบล ฯ อุดร และนครราชสีมา
                        - เขตมิสซังกรุงเทพ ฯ  ถือว่าเป็นแม่ของมิสซังทั้งหลายในประเทศไทย สืบเนื่องมาจากมิสซังซึ่งตั้งขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี ค.ศ. ๑๖๖๙ (พ.ศ.๒๒๑๒)  ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์
                        - เขตมิสซังราชบุรี   แยกจากมิสซังกรุงเทพ ฯ คือ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๐ บาทหลวงคณะซาเลเซียน ได้รับมอบหมายให้ปกครองแขวงราชบุรี ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๔๑ เป็นเทียมมิสซัง ในปี ค.ศ.๑๙๖๙  มิสซังนี้แบ่งออกเป็นสองเขตคือ เขตราชบุรีเดิม กับสุราษฎร์ธานี


                        - เขตมิสซังจันทบุรี  แยกจากมิสซังกรุงเทพ ฯ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๔ เป็นมิสซังแรกที่ปกครองโดยคณะบาทหลวงพื้นเมือง
                        - เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี  มีมิสซังล่าสุด เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๙ โดยแยกจากมิสซังราชบุรี
                        - เขตมิสซังเชียงใหม่  ประกาศเป็นมิสซัง เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๙
                        - เขตมิสซังนครสวรรค์  แยกจากมิสซังกรุงเทพ ฯ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๗
                        - เขตมิสซังท่าแร่  แยกจากมิสซังกรุงเทพ ฯ ในปี ค.ศ.๑๘๙๙  ศูนย์กลางอยู่ที่วัดนักบุญอันนา หนองแสง อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครพนม เดิมชื่อ มิสซังลาว หรือหนองแสง  อยู่ในปกครองของคณะบาทหลวงพื้นเมือง
                    ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๖๕  กรุงโรมได้ประกาศสถาปนามิสซังท่าแร่ขึ้นเป็นภาค
                        - เขตมิสซังอุบลราชธานี   แยกจากมิสซังท่าแร่ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๓
                        - เขตมิสซังอุดรธานี  แยกจากเขตมิสซังท่าแร่ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๕
                        - เขตมิสซังนครราชสีมา  แยกจากเขตมิสซังอุบล ฯ  เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๕
           ความเชื่อถือและหลักคำสอน  แบ่งกว้าง ๆ ออกเป็นสามประการคือ
                    ข้อความเชื่อหรือสัจธรรม
                    บัญญัติ  หรือหลักศีลธรรม
                    ข้อพึงอาศัย หรืออุปกรณ์นำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายวิญญาณ
                คาทอลิกเชื่ออะไร   ชาวคาทอลิกเชื่อมั่นถึงพระเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นจิตล้วน ดำรงอยู่ในนิรันดรภาพ ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งที่เห็นได้และไม่อาจเห็นได้  ประกอบด้วย พระบิดา พระบุตร และพระจิต รวมเรียกว่า พระตรีเอกภาพ
                พระองค์ทรงสร้างเทวดา (angels) และสกลจักรวาล (เอกภาพ) รวมทั้งมนุษย์
                ก่อนที่พระเจ้าจะให้เทวดาร่วมเสวยนิรันดรสุขกับพระองค์ พระองค์จะทดลองน้ำใจของเทวดา แต่มีเทวดาบางพวก ซึ่งมีลูซิแฟร์ เป็นหัวหน้าไม่ยอมอ่อนน้อมเชื่อฟัง จึงถูกลงโทษลงสู่นรกกลายเป็นปีศาจ (devils)
                คัมภีร์คริสตังภาคพันธสัญญาเดิมเล่มแรก (ปฐมกาล) เล่าเรื่องการสร้างสรรค์ว่า ทรงสร้างสรรพสิ่งในเอกภาพแล้ว ที่สุดทรงสร้างมนุษย์เป็นชาย - หญิง คู่แรก ชื่อ อาดัม และอีวา พร้อมทั้งประสาทพรให้ทั้งสองคนเกิดบุตรหลานสืบต่อ ๆ ไป จนทั่วแผ่นดิน และมอบให้มนุษย์ดูแลใช้สอยสรรพสิ่งในโลก ตามสภาพของมัน
                พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้ประกอบด้วย ร่างกาย และวิญญาณ  อันเป็นจิตร่วมสนิทกับร่างกาย จิตสามารถคิดหาเหตุผล และมีอำเภอใจ ที่จะเลือกทำดี ทำชั่ว มนุษย์จึงต้องรับผิดชอบในกิจการของตน
                พระเจ้าสร้างมนุษย์เพื่อให้มนุษย์มีสติปัญญา รู้จักพระองค์ รักพระองค์ รักและช่วยหลือเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตนเอง  ถ้ามนุษย์ทำได้ครบถ้วยก็สมควรไปร่วมรับนิรันดรสุข กับพระองค์ในสวรรค์
                พระเจ้าให้อาดัมและอีวา มีชีวิตสองอย่างคือ ชีวิตธรรมชาติ และชีวิตเหนือธรรมชาติ แต่ทั้งสองคนมีชีวิตเป็นสุขในสวนเอเดน ชั่วขณะหนึ่งแล้วไปหลงเชื่อปีศาจ ที่คิดจะเป็นใหญ่เสมอพระเจ้า แต่พระเจ้าได้ให้สัญญาต่ออาดัม และอีวาว่า ต่อไปภายหน้าจะใช้พระบุตร มากอบกู้ (ไถ่) ให้มนุษย์ที่พึ่งบารมีสามารถไปสวรรค์ได้
                เมื่อประมาณสองพันปีมาแล้ว  พระบุตรได้เกิดมารับสภาพมนุษย์มีนามว่า พระเยซูคริสต์ เกิดที่ตำบลเบธเลเฮม ปาเลสไตน์  ปัจจุบันคือ อิสราเอล พระมารดานามว่า มารีอา หรือมารีย์ นักบุญโยเซฟ เป็นบิดาเลี้ยง มีอายุได้ ๓๓ ปี ใน ๓๐ ปีแรก อยู่กับพระมารดา และนักบุญโยเซฟ เยี่ยงสามัญชน ที่ตำบลนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลี ประเทศปาเลสไตน์ ๓ ปีหลัง ได้เดินทางประกาศคำสั่งสอน หรือข่าวประเสริฐ เรื่องอาณาจักรสวรรค์ ได้เลือกศิษย์สิบสองคน (คณะอัครสาวก) เพื่อเป็นหลักในการสืบศาสนา ในที่สุด เพื่อให้เป็นการไถ่บาปมนุษย์ พระเยซูยอมให้ถูกจับกุมขึ้นศาลทางศาสนา ศาลบ้านเมือง ถูกทารุณกรรม ถูกตรึงกางเขนสิ้นพระชนม์ชีพ ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธ์  ครั้งเช้าตรู่วันอาทิตย์ต่อมา (วันอาทิตย์ปัสกา) พระเยซูได้คืนชีพตามที่ได้ทำนายไว้ ระหว่างเวลา ๔๐ วัน หลังจากคืนชีพแล้ว พระเยซูได้ปรากฎแก่คณะอัครสาวก และศิษย์หลายครั้ง เพื่อปรับปรุงศาสนจักรที่ตั้งขึ้นให้สมบูรณ์
                ข่าวดี  หรือข่าวประเสริฐ ที่พระเยซูประกาศที่สำคัญคือ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง และเป็นพระบิดา พระทัยดี รักและเมตตาเหล่ามนุษย์ มนุษย์จึงต้องตอบสนองความรักของพระองค์ โดยพยายามถือตามพระบัญญัติสุดกำลังความสามารถ พระเยซูประกาศยืนยันว่า ท่านเป็นพระบุตร พระเจ้า เป็นพระผู้ไถ่  (แมสสิยาห์) ที่พระเจ้าสัญญไว้ในพันธสัญญาเดิม และชาวยิวเองกำลังรอคอย ท่านเน้นว่า มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องร่วมพระบิดาเดียวกัน จึงต้องรักและช่วยเหลือกัน ทั้งเรื่องฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณ
                ศาสนาคริสต์สอนว่า มนุษย์เกิดหนเดียว ตายหนเดียว ชีวิตนี้เป็นชีวิตชั่วคราว เพื่อเตรียมเข้าสู่ชีวิตหน้า (ปรโลก) มนุษย์มาจากพระเจ้า เมื่อตายแล้ววิญญาณจะกลับไปเฝ้าพระเจ้า เพื่อรับคำพิพากษาตามบุญและบาปของตน ถ้าวิญญาณบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ก็จะได้สวรรค์คือ อยู่กับพระเจ้า ความสุขนิรันดรร่วมกับบรรดาเทวดา และนักบุญทั้งหลาย  ถ้าวิญญาณติดบาปหนักก็จะได้นรก (hell) ทนทุกข์ทรมานไม่รู้สิ้นสุด ร่วมกับปีศาจ และบริวารของมัน ถ้าวิญญาณติดบาปเบา หรือใช้โทษบาปยังไม่ครบ จะต้องไปรับโทษในไฟชำระจนกว่าจะบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ จึงไปสวรรค์ได้
                หลักศีลธรรมคาทอลิก  พระบัญญัติของพระเจ้าคือ ประมวลน้ำพระทัยของพระองค์ที่ประสงค์ให้มนุษย์ทำตามทรงจารึกไว้ในทุกคนเช่น ห้ามลักขโมย ห้ามทำร้ายร่างกาย ฯลฯ ต่อมาเพื่อให้พระบัญญัติเป็นที่ยอมรับโดยเปิดเผยพระองค์จึงประกาศเป็น บัญญัติสิบประการ (Ten Commandments) บนภูเขาซินาย ได้จารึกบนศิลาสองแผ่น มอบให้แก่โมเสส ผู้นำชาวอิสราเอลเมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ก่อนคริสตศักราช เรื่องนี้ได้บันทึกในหนังสืออพยพ บท ๑๙ - ๒๐ แห่งพันธสัญญาเดิม
                เมื่อพระเยซูไปเผยแพร่คำสอน ได้ประกาศยืนยันว่า อย่าไปเชื่อว่าเรามาเพื่อลบล้างคำสั่งสอนของประกาศ แต่เพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์
                ใจความสำคัญของบัญญัติสิบประการคือ จงนมัสการพระเจ้าองค์เดียว อย่าออกนามพระเจ้าโดยใช่เหตุ วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ จงนับถือบิดามารดา อย่าฆ่าคน อย่าทำอุลามก อย่าลักขโมย อย่าใส่ความนินทา อย่าปลงใจในความอุลามก อย่ามักได้ทรัพย์ของเขา
                ศาสนจักรคาทอลิค (The Calholic Churc) ผู้รับมอบอาญาสิทธิ์จากพระเยซู มีอำนาจตราบทบัญญัติให้คริสตังทั้งหลายถือปฏิบัติได้ มีอยู่นับพันมาตรา รวมเรียกว่า ประมวลกฎหมายศาสนจักร (Code of Canon Law) แต่ที่เกี่ยวกับคริสตังทั่วไปมีสี่ประการคือ จงร่วมพิธีมิสซา และอย่าทำงานหนักในวันอาทิตย์ และวันฉลองบังคับ จงอดอาหาร และอดเนื้อในวันบังคับ จงรับศีลอภัยบาปอย่างน้อยปีละครั้ง และรับศีลมหาสนิท อย่างน้อยปีละครั้ง ในกำหนดปัสกา จงบำรุงศาสนาจักรตามความสามารถ
                บาปคือ การจงใจฝ่าฝืนหรือละเมิดพระบัญญัติโดยรู้ว่าเป็นบาป และยินยอมเต็มใจทำ อาจทำได้ห้าวิธีคือ ด้วยความคิด ด้วยความปรารถนา ด้วยวาจา ด้วยกิจการ ด้วยการเว้น
                มโนธรรม คือ ธรรมในใจที่คอยชี้บอกถึงกิจการแต่ละอันที่เราทำ ก่อนทำจะเป็นผู้ตัดสินว่าดีหรือชั่ว ขณะที่จะเป็นพยาน และเตือนให้ทำหรือละเว้น หลังการกระทำจะเป็นตุลาการชมเชยหรือติเตียน
                อุปกรณ์นำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายวิญญาณ  พระเจ้ามีแผนการให้มนุษย์มีความสุขชั่วคราวในโลกนี้ แล้วจะไปร่วมนิรันดรสุขกับพระองค์ในสวรรค์ จึงจัดให้มนุษย์มีชีวิตตามธรรมชาติ และเหนือธรรมชาติ ชีวิตเหนือธรรมชาติบางทีเรียกว่า ชีวิตพระหรรษาทาน คือ พระคุณที่พระเจ้าโปรดประทานให้เราเปล่า ๆ โดยอาศัยบารมีของพระเยซูคริสต์ เพื่อช่วยเราให้สามารถดำรงชีวิตคริสตังและบรรลุถึงสวรรค์ได้ ตามปรกติเราได้รับพระหรรษาทาน โดยการสวดภาววนารับศีลศักดิ์สิทธิ์ และทำกิจการดี
                    การสวดภาวนา (preyers)  คือ การยกจิตใจขึ้นสนทนากับพระเจ้า เพื่อนมัสการพระองค์สมนาพระคุณ ขอขมาโทษ และวอนขอสิ่งที่ต้องประสงค์ บทภาวนาที่สำคัญคือ บทข้าแต่พระบิดา พระเยซูได้สอนบทนี้แก่คณะอัครสาวก นอกจากบทนี้แล้วคนคริสตังยังสวดบทอื่น ๆ เช่น บทวันทามาริอา บทข้าพเจ้า เชื่อถือพระเจ้า บทแสดงความเชื่อ ความไว้ใจ ความรัก ความทุกข์ ลูกประคำ ฯลฯ ตามโอกาส
                    ศีลศักดิ์สิทธิ์  มีเจ็ดประการตามความต้องการของชีวิตวิญญาณ ประกอบด้วยศีลล้างบาป ศีลกำลัง ศีลมหาสนิท ศีลอภัยบาป (ศีลแก้บาป) ศีลเจ็บคนไข้ ศีลบวช (ศีลอนุกรม) ศีลสมรส (ศีลแต่งงาน)
                    พิธีบูชามิสซา  พระเยซูพอพระทัยให้บูชาบนกางเขน ได้รับการรื้อผื้น จึงได้ตั้งศีลมหาสนิท และบูชามิสซาในคำวันพฤหัสก่อนวันสิ้นพระชนม์ชีพ ศีลมหาสนิทจึงเป็นศีลที่พระเยซูประทับอยู่แท้จริง ภายใต้รูปปรากฎของขนมปัง และเหล้าองุ่นที่ได้รับการเสกแล้วเพื่อบูชากายและโลหิตของท่าน (บูชามิสซา) สืบไป โดยอาศัยสาวกของท่าน เป็นอาหารวิญญาณของเราและดำรงอยู่กับเราจนสิ้นพิภพ ด้วยเหตุนี้จึงมีบทบัญญัติให้คริสตังไปร่วมพิธีบูชามิสซาทุกวันอาทิตย์ ตลอดจนรับศีลมหาสนิทด้วย
            วัตถุประสงค์ขององค์การ  มีอยู่สามประการคือ ด้านศาสนาโดยตรง ด้านการศึกษา และด้านการสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงมีการแบ่งเขตการปกครองเป็น ๑๐ เขตมิสซัง แต่ละเขตมีมุขนายกเป็นหัวหน้า
            การบริหารงาน  แบ่งออกเป็นสองภาคคือ การบริหารของศูนย์กลางที่กรุงโรม และการบริหารศาสนจักรในประเทศไทย
                การบริหารของศูนย์กลางที่กรุงโรม  กล่าวถึงสมเด็จพระสันตปาปา และการบริหารสภาสังคยานาสากล และสมัชชาสังฆราชสากล และสมณทูต
                    พระสันตปาปา  แปลว่า บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก เป็นผู้แทนพระเยซูในโลกนี้ ขณะเดียวกันประมุขแห่งรัฐวาดีกันด้วย โดยปรกติจะบริหารงาน โดยผ่านทางสำนักงานต่าง ๆ ศาลและสมณกระทรวงกับสำนักเลขาธิการต่าง ๆ
                    คำนำหน้าพระนามสันตะปาปาใช้ Holiness  คาร์ดินัลใช้ Eminence   อาชบิชอปใช้ Excellency บาทหลวงใช้ Monsignor
                    ฐานันดรคาร์ดินัล คือสมณผู้ที่บรรดาศักดิ์สูงสุด เดิมมีจำนวน ๗๐ องค์ เมื่อพระสันตะปาปาสวรรคต คาร์ดินัลทั้งหลายจะมาร่วมประชุมกัน เพื่อลงคะแนนเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ผู้รับเลือกต้องได้รับคะแนนอย่างน้อยสองในสาม
                    สภาสังคายนาสากล และสมัชชาสังฆราชสากล  คือ การประชุมมุขนายกทั่วโลก เพื่อพิจารณาหลักคำสอน และปรับปรุงศานจักรให้เหมาะสมแก่กาลสมัย มีการสังยคยนามาแล้ว ๒๑ ครั้ง ครั้งแรกที่เมืองนิเซ ในปี ค.ศ.๓๒๕ ตัดสินคำสอนที่ผิดของอารีอุส
                    สมณฑูต  พระสันตะปาปามีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและมีการแลกเปลี่ยนทูตานุทูตระหว่างกัน มีทั้งระดับเอกอัครสมณทูต (Nuncio) อัครสมณทูต (Pro nuncio) และสมณทูต (Apostolic Delegate) ตลอดจนอุปทูต (Charge d, Affair)
                    สำหรับประเทศไทยเดิมสมณทูตที่อินโดจีนทำหน้าที่ดูแลทั้งอินโดจีน และประเทศไทย ต่อมาตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๕๗ ได้มีการตั้งสำนักสมณทูตประจำไทยโดยตรง ท่านแรกคือบาทหลวงยอห์น กอร์ดอน
                    ข้อมูลอื่น ๆ นักบวชคือบุคคลชาย - หญิง ที่สมัครใจเข้ารับการฝึกอบรมชีวิตนักบวช และได้รับการแต่งตั้ง หรือบวชเป็นนักบวชอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจารีตของศาสนา อุทิศตนปฏิบัติงานให้กับองค์การศาสนา
                    ส่วนผู้เผยแพร่ศาสนา หรือบุคคลชาย - หญิง ซึ่งอาจเป็นนักบวช หรือฆราวาสที่อุทิศตนทำงานให้กิจการของศาสนา และเป็นบุคคลที่องค์การศาสนาคาทอลิกในประเทศไทยให้การรับรอง
                    แต่เดิมคณะมิชชั่นนารี หรือบาทหลวงต่างประเทศ เป็นผู้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคาทอลิกในประเทศไทย เริ่มแต่สมัยอยุธยา ต่อมาระยะหลังมีนักบวชชาย - หญิง ได้แก่ภราดา (บราเดอร์) และภคินี (ซิสเตอร์) เป็นต้น
                    บาทหลวงปกครองโบสถ์ ส่วนภราดาและภคินีปกครองโรงเรียน  โรงพยาบาล และงานสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ

คริสตศาสนานิกายโปรเตสแต้นท์
            สภาคริสตจักรในประเทศไทย  (The Church of Christ in Thailand)  เป็นกลุ่มคริสตศาสนิกชนของคนไทย อยู่ในนิกายโปรเตสแต้นท์ ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นคริสตจักรในสยาม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ (ค.ศ.๑๙๓๔) และในปี พ.ศ.๒๔๘๖  คริตจักรในสยามได้เปลี่ยนชื่อเป็น สภาคริสตจักรในประเทศไทย
            คณะมิชชันนารี ได้เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ มิชชันนารีคณะแรกเป็นชาวยุโรปได้แก่ อังกฤษและเยอรมัน  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๗๕  มิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย  เช่น คณะเพรสไบทีเรียน และคณะดิสไซเบิล เป็นต้น ปัจจุบันคณะมิชชันนารีที่อยู่ในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย มีอยู่ถึง ๒๕ คณะด้วยกัน  เช่น คณะบริติช เคาน์ซิล ออฟ เชิร์ช (The British Council of Churchs - BBC)  คณะคริสเตียนเชิร์ช (Thd Christian Church)  คณะลูเธอแรนเชิร์ชออฟ อเมริกา  (The Lutheran Church of America)   เป็นต้น
            ความเชื่อและหลักคำสอน  คัมภีร์ที่ใช้คือ  คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม  (Old Testament) และคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament)  หลักความเชื่อมีสามแบบที่เป็นมรดกสืบทอดต่อ ๆ มาคือ
                หลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูต  (Aposlleis Creed)  ข้าพเจ้าเชื่อ วางใจพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์ที่สุด ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลก
                ข้าพเจ้าเชื่อ วางใจในพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ทรงปฏิสนธิ์โดยวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงกำเนิดจากมาริย์สาวกพรหมจารี ทรงทนทุกข์ทรมานในสมัยที่ปอนทิอัสปีลาดปกครอง ทรงถูกตรึงที่กางเขน ทรงถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์ เสด็จลงสู่แดนมรณา ในวันที่สามทรงกลับฟื้นคืนพระชนม์ เสด็จขึ้นสวรรค์ ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ที่สุด จากที่นั่นพระองค์จะเสด็จมาพิพากษาคนเป็น และคนตาย
                ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระวิญาณบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในสากลคริสตจักรบริสุทธิ์ ในการร่วมสมานฉันท์ระหว่างธรรมิกชน การอภัยโทษบาป การที่กายคืนชีพและสมบูรณ์ชีพนิรันดร์
                หลักข้อเชื่อในเซีย (Nicene Creed)  ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์ที่สุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลก และทุกสิ่งที่ประจักษ์ และไม่ประจักษ์แก่ตา
                ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว ผู้ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ทรงกำเนิดจากพระบิดาก่อนสร้างกัลปจักรวาลทั้งมวล ทรงเป็นพระเจ้ากำเนิดจากพระเจ้า กำเนิดจากพระเจ้า แสงสว่างจากแสงสว่าง พระเจ้าแท้จากพระเจ้าแท้ ทรงกำเนิดไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ทรงเป็นสาระเดียวกันกับพระบิดา ทรงสร้างสรรพสิ่ง เสด็จลงมาแต่สวรรค์เพื่อมนุษย์ และเพื่อช่วยเราให้รอดพ้น ทรงกำเนิดเป็นมนุษย์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทางมารีย์ สาวพรหมจารี ทรงสภาพมนุษย์ ในสมัยที่ปอนทิอัสปีลาดปกครอง พระองค์ถูกตรึงที่ไม้กางเขนเพื่อเราทั้งหลาย ทรงทุกข์ทรมานจนสิ้นพระชนม์ ถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์ และในวันที่สามทรงฟื้นคืนพระชนม์ ตามที่คัมภีร์ทำนายไว้ เสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาของพระบิดา พระองค์เสด็จมาอีกด้วยพระสิริ เพื่อพิพากษาคนเป็น และคนตาย พระราชอาณาจักรของพระองค์ไม้รู้สิ้นสุด
                ข้าพเจ้าเชื่อวางใจในพระวิญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ประทานชีวิต ผู้ทรงเป็นมาจากพระบิดาและพระบุตร ผู้ทรงรับนมัสการ และการสรรเสริญพร้อมกับพระบิดา และพระบุตร พระองค์ได้ตรัสทางพวกผู้เผยพระวจนะ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในสากลคริสต์จักรที่สืบมาจาก อัครธรรมทูตคริสตจักรเดียว ข้าพเจ้ารับว่ามีพิธีปัพติศมา เพื่อยกบาปแต่พิธีเดียว ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในการคืนชีพของผู้ที่ตาย แล้วและชีวิตในโลกหน้า
                สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีหลักข้อเชื่อร่วมกัน  คือ หลักข้อเชื่อและมาตรฐานของคริสตจักรนี้ให้ถือตามความในคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหลัก
                ข้าพเจ้ายอมรับหลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูต และหลักข้อเชื่อไนเซีย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากคริสตจักรสากลดึกคำบรรพ์ ข้าพเจ้ายอมรับและเชื่อว่า พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์ตามข้อความในคริสตธรรมคำภีร์ อันเป็นพยานศักดิ์สิทธิ์ถึงพระองค์ และปฏิบัติพระองค์ผู้เป็นประมุข แต่องค์เดียวของคริสตจักรเพื่อเทิดทูนสิริของพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงสภาพพระบิดา พระบุตร และพระวิญาณบริสุทธิ์
                คำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอน  ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายผู้ทรงสถิตย์ในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ และขอโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ทำผิดต่อพระองค์ และขออย่านำข้าพระองค์ไปในกาลทดลอง แต่ขอให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย เหตุว่าราชอำนาจและฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบ ๆ ไปเป็นนิตย์
                    หลักคำสอน  จะถือหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ เป็นมูลฐานของการดำเนินชีวิตทุกด้าน และโดยเฉพาะในกฎบัญญัติที่ว่า "จงรักพระเจ้าด้วยสุจริตใจจากเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"
            วัตถุประสงค์ขององค์การ  มีอยู่สามประการด้วยกันคือ
                ๑. เพื่อรวบรวมคริสตชนทั้งหลายในประเทศไทยเข้าด้วยกัน
                ๒. เพื่อให้มีความสัมพันธ์ในการเผยแพร่พระกิตติคุณ และรับใช้พระเจ้าและชุมชนตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยวิธีการเลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และสร้างเสริมกิจกรรมทั้งปวงให้เจริญเติบโตมั่นคงยิ่งขึ้น
                ๓. เพื่อกระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
            การบริหารงาน  มีธรรมนูญการปกครองคริสตจักรเป็นบันทัดฐานในการดำเนินงาน และการปกครองสภาคริสตจักรในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของสภาคริสตจักร ฯ มีสี่ตำแหน่งคือ ประธาน รองประธาน เลขาธิการ และเหรัญญิก
            ที่ประชุมใหญ่สามัญจะทำหน้าที่กำหนดนโยบายสำคัญให้คริสตจักรภาค โรงเรียน โรงพยาบาล กอง ฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติ และจะเป็นผู้เลือกคณะบุคคลขึ้นชุดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นกรรมการอำนวยการของสภาคริสตจักร ฯ ด้วย
                คริสตจักรภาค  มีอยู่ ๑๔ ภาค ด้วยกันคือ ภาคที่ ๑ เชียงใหม่ - ลำพูน ภาคที่ ๒ เชียงราย ภาคที่ ๓ ลำปาง ภาคที่ ๔  แพร่ ภาคที่ ๕ น่าน ภาคที่ ๖ กรุงเทพ ฯ - พิษณุโลก ภาคที่ ๘ เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบ ฯ ชุมพร ภาคที่ ๙ นครศรีธรรมราช - ตรัง ภาคที่ ๑๐ เชียงราย ภาคที่ ๑๑ นครปฐม ภาคที่ ๑๒ ทวิประเทศ (จีน) ภาคที่ ๑๓ อุดรธานี ภาคที่ ๑๔ เชียงใหม่
            งานหรือโครงการระยะยาว ประกอบด้วยโรงเรียนต่าง ๆ และโรงพยาบาลต่าง ๆ คือ
                โรงเรียน  มีอยู่ ๑๗ แห่งด่วยกันได้แก่ รร.เชียงรายวิทยาคม - เชียงราย รร.ปรินส์รอยแยลส์ วิทยาลัย - เชียงใหม่ รร.ทราวิทยาลัย - เชียงใหม่ รร.เดนเน็ตแม็คเคนซี่ - ลำปาง รร.วิชชามารี - ลำปาง รร.เจริญราษฎร - แพร่ รร.น่านคริสเตียนศึกษา - น่าน รร.ผดุงราษฎร - พิษณุโลก รร.วัฒนาวิทยาลัย - กรุงเทพ ฯ รร.สุริยวงศ์ - ราชบุรี รร.เยนเฮส์เมนโมเรียล - กรุงเทพ ฯ รร.บำรุงวิทยา - นครปฐม รร.สหบำรุงวิทยา - นครปฐม รร.อรุณประดิษฐ - เพชรบุรี รร.ศรีธรรมราชศึกษา รร.ตรังคริสเตียนศึกษา - ตรัง รร.กรุงเทพ ฯ คริสเตียน - กรุงเทพ ฯ
                โรงพยาบาล  มีอยู่ ๗ แห่งด้วยกันคือ รพ.แมคคอร์มิค - เชียงใหม่ วรพ.โอเวอร์บรุ๊ค - เชียงราย รพ.แวพร่คริสเตียน - แพร่ รพ.แวนแซนต์ - ลำปาง รพ.กรุงเทพคริสเตียน - กรุงเทพ ฯ รพ.คริสเตียนนครปฐม - นครปฐม สถาบันผู้ป่วยโรคเรื้อนแมคเคน - เชียงใหม่
            ศาสนสถาน  มีคริสตจักรทั้งหมด ๒๐๘ คริสตจักร (ตัวโบสถ์) มีหมวด ๘๐ หมวด มีสมาชิกทั่วประเทศ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ประมาณ ๓๑,๐๐๐ คน มีศาสตราจารย์ ๙๗ คน ครูศาสนา ๗๐ คน ผู้ประกาศ ๓ คน และศิษยาภิบาล ๑๐๘ คน

สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  (The Evangelical Felldwship of Thailand)
            เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ทางรัฐบาลไทยรู้จักองค์การศาสนาคริสต์ในประเทศไทย เพียงแต่นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนท์ แต่ยังมีกลุ่มคริสเตียน คริสตจักร องค์การ คณะมิชชั่น และสถาบันคริสเตียนใหญ่น้อยกระจายกันอยู่ทั่วประเทศไทย โดยมิได้เข้าสังกัดอยู่กับสภาคริสตจักรในประเทศไทยด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน
            ต่อมาได้เกิดความต้องการที่จะร่วมมือกันในบรรดาคริสเตียนโปรแตสแตนท์ที่มิได้สังกัดสภาคริสตจักร และเพื่อสนองความประสงค์ของทางราชการ ที่อยากจะเห็นการรวมตัวของคริสเตียนเหล่านี้ สหกิจคริสเตียนจึงได้ก่อตั้งขึ้น และรัฐบาลได้ให้การยอมรับว่าเป็นองค์การใหญ่ทางศาสนาคริสเตียนนิกายโปรแตสแตนท์ สังกัดกรมศาสนากระทรวงศึกษาธิการ ตามใบอนุญาต เลขที่ ๕/๒๕๑๒ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๑๒
            ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๙ จึงได้จัดตั้งมูลนิธิสหกิจคริสเตียนขึ้น ปัจจุบันสหกิจคริสเตียน ฯ จึงเป็นทั้งองค์การศาสนา และมูลนิธิ มีวัตถุประสงค์ใหญ่ ๆ อยู่ห้าประการคือ
                ๑. ส่งเสริมสามัคคีธรรมของคริสเตียน
                ๒. ส่งเสริมและร่วมมือกันในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
                ๓. ส่งเสริมการเจริญขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียนและการใช้วรรณกรรมคริสเตียน
                ๔. ส่งเสริมงานสังคมสังเคราะห์ งานสาธารณสุข การศึกษา ช่วยเหลือคนยากจน สนับสนุนสถานพยาบาลและร่วมมือกับองค์การกุศลอื่น ๆ และทางราชการ
                ๕. ไม่ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการเมือง
            สมาชิกของสหกิจคริสเตียน ฯ แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ ประเภทบุคคล ประเภทคริสจักร ประเภทองค์การ ประเภทมิชชัน และประเภทสภาบัน ปัจจุบันสหกิจคริสเตียนมีสมาชิกที่เป็นมิชชันจากต่างประเทศ จำนวน ๔๐ คณะ มีสมาชิกที่เป็นโรงเรียนอยู่ ๒ แห่งคือ โรงเรียนกิตติคุณวิทยา กรุงเทพ ฯ และโรงเรียนประทีปศึกษา สุพรรณบุรี มีนักเรียนรวมประมาณ ๒,๕๐๐ คน
            การศึกษาด้านศาสนา  มีสถาบันสมาชิกอยู่เจ็ดแห่งคือวิทยาลัยพระคริสตธรรม กรุงเทพ ฯ โรงเรียนพระคริสตธรรม พระกิตตคุณสมบูรณ์แห่งประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ศึกษาพระคริสตธรรมพะเยา ศูนยศาสนศาสตร์กรุงเทพ ฯ ศูนย์อบรมศาสนทูต กรุงเทพ ฯ  ศูนย์พระกิตติคุณสมบูรณ์ กรุงเทพ ฯ ศูนย์ศึกษาพระคัมภีร์คริสตจักรของพระเจ้า กรุงเทพ ฯ และมีสถาบันที่สอนศาสนาทางไปรษณีย์สี่แห่งคือ สถานศึกษาพระคัมภีร์ทางไปรษณีนานาชาติ สถานศึกษาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และสถาบันทางชีวิต และศูนย์รวมชีวิตใหม่ มีผู้กำลังศึกษาเหล่านี้ประมาณ ๖๕,๐๐๐ คน นอกจากนั้นยังมีสมาชิกที่เป็นคณะบรรณศาสตร์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตวรรณกรรมคริสเตียนสองแห่งด้วยกันคือ บรรณศาสตรของคณะ ซี.เอ็ม.เอ กับของคณะ โอ.เอ็ม.เอฟ และร้านขายหนังสือคริสเตียนสองแห่งคือ ร้านประเสริฐบรรณาคารและร้าน เอฟ.ซี.เอ บุ๊คสโตร์
            การศึกษาของคริสต์ชนส่วนใหญ่ทำในแต่ละคริสตจักรในตอนเช้าวันอาทิตย์ก่อนการนมัสการพระเจ้า และคริสตจักรส่วนใหญ่จะจัดให้มีการศึกษาคัมภีร์เป็นประจำ ในตอนกลางสัปดาห์คือ วันพุธ หรือวันพฤหัสบดี
            งานการเผยแพร่ศาสนา ปกติทำกันภายในคริสตจักรแต่ละแห่ง โดยให้สมาชิกของคริสตจักรออกไปเยี่ยมเยียนและเชื้อเชิญให้ผู้สนใจเข้าร่วม ประชุมคริสตจักร โดยการแจกจ่ายเอกสารที่เป็นคำสอน โดยการใช้สื่อสารมวลชนเช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์เป็นต้น บางคณะได้จัดการประชุมกลางแจ้ง ตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ด้วยการใช้เต้นท์ขนาดใหญ่ จุผู้ฟังได้ ๑,๐๐๐ คน โดยจัดขึ้นตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศรายการประกอบด้วยเพลง และดนตรีทางศาสนา และการบรรยายธรรม
                คณะคริสเตียนแอนด์มิชชันนารี อไลแอนซ์  (Christing And Missionay Alliance - C.M.A)  ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๗ ในสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๒๙ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และทำการเผยแพร่ในบริเวณภาคอีสาน
                ในปี ค.ศ.๑๙๔๐ พวกมิชชันนารีถูกจำกัดเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง บางคนต้องออกจากประเทศไป ที่ออกไปไม่ทันก็ถูกจับไว้เป็นเวลานานพอสมควร ในระยะเวลานั้นมีผู้ประกาศเป็นคนไทย ๑๔ คน ได้ทำการประกาศไปทั่วจังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธิ์ และมหาสารคาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง มิชชั่นนารีหกครอบครัวก็กลับมาประเทศไทยและได้นำคนใหม่มาอีก ๑๖ คน ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๔๙ ประเทศจีนห้ามมิให้มิชชันนารีทำงานในประเทศจีน จึงได้ย้ายเข้ามาในประเทศไทยสามครอบครัว
                ในปี ค.ศ.๑๙๕๑ คริสตจักรในภาคอีสานได้รวมกันตั้งเป็นองค์การ ซึ่งต่อมาไม่ได้อยู่ในความควบคุมของมิชชันนารี ซึ่งมาจากต่างประเทศ แต่อยู่ใต้การควบคุมซึ่งเป้นคนไทย
                ในปี ค.ศ.๑๙๖๖ คณะ ซี.เอ็ม.เอ ได้ตั้งคริสจักร อิแวลเจลลิคอลเธิร์ซ ที่กรุงเทพ ฯ และได้ร่วมกับองค์การ โอ.เอ็ม.เอฟ ตั้งศูนย์ศึกษาคริสตธรรมกรุงเทพ ฯ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๑
                ต่อมาได้เปลี่ยนนโยบายและโครงการมาเป็นการสร้างโบสถ์ในเมืองแต่ละแห่ง เพื่อช่วยคริสตจักรในเมือง
                ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ  (Far East Broadcasting Co - F.E.B.C)  ตั้งอยู่ในเขตปทุมวัน กรุงเทพ ฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งของ  F.E.B.C.  ที่เมืองลามิลาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย  สหรัฐอเมริกา  ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๕ ที่เมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ (ค.ศ.๑๙๕๗)  เริ่มที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงย้ายสำนักงานมาที่กรุงเทพ ฯ
                งานที่ทำคือ ได้จัดซื้อเวลาจากสถานีวิทยุทั้งในกรุงเทพ ฯ และในต่างจังหวัด เพื่อออกอากาศรายการให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า คำสอนของพระเจ้า
                คณะคริสเตียนลิเตอเรเจอร์ครูเสด  (Christian Literatute Crusade C.L.C.)  มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ได้ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.๑๙๔๑ ปัจจุบันมีคนทำงานกับ ซี.แอล.ซี  ใน ๔๑ ประเทศ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๘
            งานที่ทำคือ  การผลิตและขายหนังสือซึ่งเป็นอุปกรณ์คริสเตียน มีทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๘๑ ได้กดำเนินงานแจกหนังสือตามสถานที่ต่าง ๆ  เช่น โรงเรียน เรือนจำ ห้องสมุด และส่วนบุคคลทั่วประเทศ
                คณะนิวไทรบส์  (New Tribes Misson)  มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๐ ที่สหรัฐอเมริกา ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย  เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๑  พวกมิชชันนารีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ แต่ออกไปยังพื้นที่ห่างไกลความเจริญ และการศึกษาน้อย ในปี ค.ศ.๑๙๘๑ ได้ทำงานสอนอยู่ใน ๑๔ ประเทศ
                งานเผยแพร่ในประเทศไทย ได้ออกไปเผยแพร่แก่ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ลำพังโดดเดี่ยว และยังไม่มีผู้ประกาศของพระเจ้า เข้าไปถึง เช่น พวกละว้า ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังได้ไปเผยแพร่แก่ชาวกะเหรี่ยงทางตอนเหนือ ของจังหวัดกาญจนบุรี ในปี ค.ศ.๑๙๖๘  และกับลาวโซ่ง ในปี ค.ศ.๑๙๗๓  ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับชาวย้อ ในจังหวัดนครพนม  กับชาวถิ่นในอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ในปี ค.ศ.๑๙๗๙  และกับเผ่าผีตองเหลือง
                คณะเวิล์ดไวด์ อีแวนจีลเซชันครูเสต  ( Wordwide Evangelization Crusade)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดตาก จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๗  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง ฟ้อค วอชิงตัน รัฐเพ็นซิลวาเนีย  สหรัฐอเมริกา
                ดำเนินการเผยแพร่ในทุกตำบลของจังหวัดตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร มีจำนวนศาสนสถานเป็นที่นมัสการอยู่ ๕๗ แห่ง ในสามจังหวัดดังกล่าว
                คณะฟิลิปปินส์ แอสโซซิเอชั่น ออฟแบ๊พติสต์ ฟอร์เวิลด์อีแวนเจลิซึม  (Philipines Association of Baptists for World Evangelism)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตยานนาวา กรุงเทพ ฯ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๗  ที่เดเวา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๔  ต่อมาได้แยกสาขาไปที่คลองจันดี นครศรีธรรมราช ที่อำเภอเมือง ฯ นนทบุรี และที่จังหวัดสกลนคร
                วัตถุประสงค์ของคณะ เพื่อพัฒนาบุคคลิกของคนไทยทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์ และจิตวิญญาณ มีการสอนภาษาอังกฤษ สอนดนตรี อีกร้องเพลงคริสเตียน สอนเด็กกำพร้า สอนศาสนา
                คณะโอเวอร์ซี มิชชันนารีเฟลโลชิพ  (Overseas  Missiongry  Fellowship)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ  เดิมเรียกว่า คณะไชนาอินแลนด์ มิชชั่น ซึ่งปฎิบัติงานบนแผ่นดินใหญ่จีนเท่านั้น เมื่อคณะผู้แทนได้เดินทางออกจากประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๑  ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย และได้เริ่มงานในภาคกลางในตอนเหนือของไทย ในหมู่ชาวไทยภูเขา และประชาชนในตอนใต้สุดของประเทศไทย
                ทางตอนเหนือของประเทศไทย  ได้เผยแพร่ในหมู่ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เย้า อาข่า กระเหรี่ยงโปร์  กระเหรี่ยงสะกอ ลีซอ ไทยใหญ่ ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย เพชรบูรณ์  ลำปาง พะเยา และน่าน
                ทางตอนกลางของประเทศไทย ได้ทำงานอยู่ในแปดจังหวัดคือ สระบุรี ลพบุรี สิงหบุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร โดยอาศัยอยู่ในศูนย์กลางของประชาชนคือ ตัวเมืองและอำเภอ
                ทางตอนใต้ของประเทศไทย จะประจำอยู่ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี  โดยมีจุดประสงค์จะสร้าง และดำเนินการตั้งคริสจักรระหว่างชาวไทย จีน และมาเลย์
                มีศาสนสถาน อยู่ในภาคเหนือ และภาคกลางจำนวน ๔๓ แห่ง
                คณะประกาศพระคริสต์แก่นักศึกษและมวลชน   (Thailand  Campus Crusade For Christ)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตอำเภอพญาไท กรุงเทพ ฯ  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานเบอร์นาติโน รัฐคาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๐ ปัจจุบันมีสำนักงานตั้งอยู่ถึง ๑๔๓ ประเทศ เริ่มเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๒ มีเป้าหมายที่จะทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับพระองค์สำเร็จ ในงานชนบทมีเป้าหมายจะประกาศให้ได้ ๒๐๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ใน ๗๒ จังหวัดของประเทศไทย  โดยหวังว่าในรอบสิบปี จะมีคริสตจักรใหม่ ๑๑๘ คริสตจักรในชนบท
                คณะยูธวิธเอมิชชั่น  (Youth With a Mission)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๐ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา  ทำงานกับคนหนุ่มสาวตลอดมา  มีโครงการจะจัดตั้งสถานฝึกอบรมตามเมืองใหญ่ ๆ ในประเทศไทย ซึ่งจะรับการสนับสนุนจากคริสตจักรท้องถิ่น  ไม่มีนโยบายที่จะตั้งคริสตจักรเอง จึงมิได้สร้างโบสถ์ หรือสถานประชุมขึ้น
                คณะเซ้าธ์อิสท์เอเซีย มิชชั่น  (South East Asia Misson)  มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๐ ที่เมืองแอนเดอร์สัน รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๓ มีวัตถุประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับผู้นำพื้นเมืองในประเทศต่าง ๆ ในเอเซีย อย่างใกล้ชิด ช่วยให้เขาเหล่านั้นก่อตั้งคริสตจักร และเริ่มงานในประเทศของเขาเอง ได้ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย อินเดีย บังคลาเทศ เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง และสิงคโปร์
                งานเผยแพร่ในไทย อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์
                คณะประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกบ้าน  (Thailand Every Home Crusade)  มีสำนักงานอยู่ในเขตพญาไท กรุงเทพ ฯ  สำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ ๕๒ ประเทศ
                เริ่มเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๑ จัดทำหนังสือ และวารสารสำหรับคริสเตียน เป็นรายเดือน จัดทำหนังสือ และบทเรียนเรื่องของพระเยซูคริสต์แก่ผู้สนใจ
                มูลนิธิศุภนิมิตร แห่งประเทศไทย  (Word Vision Foundation of Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ  ได้รับอนุญาตเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๔  ดำเนินงานเผยแพร่คำสอนและอบรมผู้นำตามที่ร้องขอมา พัฒนาเบ็ดเสร็จ และให้การศึกษาแก่เด็กยากจน บรรเทาทุกข์และสงเคราะห์ผู้อพยพตามค่ายอพยพต่าง ๆ  มูลนิธิแห่งนี้ไม่มีสถานที่หรือคริสตจักรของตนเอง
                คณะเซ้าธ์ อิสท์ เอเซีย คริสเตียน เซอร์วิส  (South East Asia Christian Services)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งขึ้นที่เมืองโจเลท รัฐอิลลินอยล์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๖ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๐ ทำงานเกี่ยวกับศูนย์อพยพหลายแห่ง และบ้านพักนักเรียนที่ยากจน
                คณะกลุ่มพี่น้องคริสเตียน  (Christian Brethren Mission Group)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดภูเก็ต เริ่มงานในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๒ โดยได้เดินทางจากมาเลเซียเพื่อมาศึกษาภาษาจีนฮกเกี้ยน ที่จังหวัดภูเก็ต
               วัตถุประสงค์ของคณะเพื่อเผยแพร่พระกิตติคุณของพระเยซูไปทั่วทุกแห่งในประเทศไทย โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสั่งสอน การแจกใบปลิว หรือหนังสือคริสเตียนต่าง ๆ
                คณะอมตธรรมเพื่อชีวิต  (Living Bibles Internalional ) มีสำนักงานอยู่ในเขตพญไท กรุงเทพ ฯ เข้ามาเผยแแพร่ในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแปลและพิมพ์คริสตธรรมคัมภีร์ทั้งเดิมและใหม่ เป็นภาษาไทย
                คณะไทยแลนด์ไซลด์อีแวนเจลิซึมเฟลโลชิพ  (Fhailand Child Evangelism Fllowship)  มีสำนักงานอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ ก่อตั้งขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.๑๙๓๓ ปัจจุบันได้แยกย้ายไปทำงานเผนแพร่ใน ๘๐ ประเทศ ได้เข้ามาในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๗ มีความมุ่งหมายที่จะฝึกอบรมคนงานพื้นเมืองให้รู้จักงาน และรับผิดชอบ เผยแพร่พระจนะของพระเจ้าแก่เด็ก
                คณะเจแปนคริสเตียนมิสชันอินไทยแลนด์  (Japan Christian Mision In Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดปทุมธานี เริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๐ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัดมิยากิ ประเทศญี่ปุ่น มีการเผยแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ไต้หวัน และไทย ได้เข้ามาในไทยเมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๙ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่สั่งสอน อบรมศีลธรรมอันดีให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไป ตามหลักคำสอนของคริสตศาสนา ได้ดำเนินการในเขตจังหวัดสระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม กาญจนบุรี และกรุงเทพ ฯ
                คณะเดอะเพ็นเตคอสตัล แอสเซมบลีออฟแคนาดา  (The Pentecostal Assemblies of Canada)  มีสำนักงานอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ ปี ค.ศ.๑๙๑๙ ปัจจุบันได้ทำงานอยู่ใน ๑๖ ประเทศได้เข้ามาในประเทศไทย เมื่อ ปี ค.ศ.๑๙๖๑ ปัจจุบันมีมิชชันนารีในจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ และกรุงเทพ ฯ
                วัตถุประสงค์ของคณะ เพื่อเผยแพร่ศีลธรรมแก่ประชาชนชาวไทย ตามหลักคริสตธรรมคัมภีร์ โดยร่วมมือกับธรรมทูตไทย และช่วยเหลืองานด้ารสังคมสงเคราะห์ มีศาสนสถานอยู่ ๒๔ แห่ง ในกรุงเทพ ฯ นนทบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ ลำพูน ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี เพชรบูรณ์ เชียงราย อุตรดิตถ์ กาฬสินธิ์ และสระบุรี
                คณะแอสเซมบลีล์ออฟก๊อดฟิลด์เฟลโลชิพไทยแลนด์  (Assemblies of god field fellow ship Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๘  เพื่อทำหน้าที่ประกาศพระกิตติคุณแก่บรรดาทหารอเมริกัน ซึ่งอยู่ในประเทศไทย
                คณะดิเอเซียนคริสเตียนมิชชัน  (The Asian Christian Mission)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๒ ในเมืองจอพลิน รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
                การดำเนินงานอยู่ในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ และหวังว่าจะตั้งคริสตจักรของคนพื้นเมืองขึ้น ได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยสำหรับชาวเขาเผ่าลีซู และลาฮู ตั้งคริสตจักรจีน ขึ้นในเชียงใหม่ และประกาศในหมู่คนจีนตามหมู่บ้านและในเมือง ตั้งโรงเรียนเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
                คณะเวิร์ลมิชชันนารี อีแวน เจลิสซึม ออฟ ไทยแลนด์  (World Missionary Evangelism of Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๙ ที่รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา
                การดำเนินงานในประเทศไทยคือ ช่วยเหลือเยาวชนในแหล่งเสื่อมโทรม ในด้านการฝึกฝนอาชีพ
                คณะไชน่า อีแวน เจลิสติก มิสชัน ภาคพายัพ  (North Thailand China Evangelistic Mission C.E.M)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๕ ที่ฮ่องกง และได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในปี ค.ศ.๑๙๗๖ ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ไปอยู่ตามหมู่บ้านชาวเขา และช่วยสร้างคริสตจักรท้องที่ ช่วยเหลือหมู่บ้านอพยพชาวจีน ช่วยเหลือชาวเขาคริสตจักรลาฮู มีศาสนสถานอยู่ห้าแห่งคือ คริสตจักรจีน อำเภอฝาง คริสตจักรพระดิลาจีน อำเภอฝาง ศาลาคริสตธรรมจีน อำเภอฝาง คริสตจักรมุเซอ อำเภอแม่อาย
                คณะลูเธอร์แรนแห่งประเทศไทย  (Lutheran Mission in Thailand)  มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๖ โดยสมาคมนอร์เวย์มิชชันนารี ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๗๘ สมาคมฟินแลนด์มิชชันนารีได้เข้ามาในไทย ทั้งสองสมาคมได้มีการตกลงให้ความร่วมมือกัน โดยให้สมาคมฟินแลนด์มิชชันนารี รับผิดชอบคริสตจักรสันติธรรม และสมาคมนอร์เวย์มิชชันนารีรับผิดชอบคริสตจักรลูเซอร์แรน
                คณะลูเธอร์แรน มีความเชื่อตามหลักคำสอนของ มาร์ติน ลูเธอร์ โดยใช้หนังสือ "หลักข้อเชื่อของคริสเตียน" ของวิทยาลัยคริสธรรม สภาคริสตจักรในประเทศไทย ปี ค.ศ.๑๙๖๔
                การดำเนินงานในหลายด้านด้วยกันคือสถานเลี้ยงเด็ก สอนเด็กให้มีแนวคิด และจริยธรรมแบบคริสเตียน เปิดสอนหลักสูตรการฝึกอาชีพ การสอนภาษาอังกฤษ การสอนพระคัมภีร์ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และดำเนินการก่อตั้งคริสตจักรลูเธอแรน ในการบริหารและจัดการโดยชาวไทย เช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการมาแล้วในมาดากาสการ เอธิโอเปีย แทนซาเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง ฯลฯ
                คณะไครสต์ทูไทยแลนด์มิชชัน  (Christ to Thailand Mission)  มีสำนักงานอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๗๗ ดำเนินงานอยู่ในภาคเหนือ และภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวนา
                คณะพระคริสต์เพื่อชาวไทย  (Thailand Nat. Institute For Christy)  มีสำนักงานอยู่ในเมือพัทยา จังหวัดชลบุรี เริ่มก่อตั้งในสหรัฐอเมริกา แล้วออกไปยังอิสราเอล แล้วจึงมุ่งสู่ดินแดนทางตะวันออก จากนั้นจึงได้หยุดอยู่ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ที่จะปฏิบัติตามที่พระเยซูตรัสสั่งไว้คือ "จงออกไปทั่วโลก และสอนประชาชาติ"
                งานที่ทำอยู่คือการแปลคำสั่งสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ แจกใบปลิว ร่วมรายการของเยาวชน
                คณะเวิลด์อีแวนเจลเอ็ด (World Evangcli Aid Inc)  มีสำนักงานอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ สำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๗
                วัตถุประสงค์ของคณะ เพื่อส่งเสริมช่วยเหลือผู้ประกาศ และผู้เป็นพยานถึงเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ช่วยเหลือเด็กกำพร้ายากจน จัดหาทุนศึกษาแก่นักเรียนพระคริสตธรรมคัมภีร์ แก่นักศึกษามาหวิทยาลัย
                คณะเดอะอีแวนเจลิคอล โควิเน้นท์ เชิร์ธออฟอเมริกา - ไทยแลนด์มิชชั่น  (The Evangelical Covenannt Churh of America Mission)   มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอย สหรัฐอเมริกา ตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๐๒ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๑  เพื่อประกาศเผยแพร่คริสตศาสนาในภาคอีสาน มีศาสนสถานอยู่ ๒๗ แห่ง ในจังหวัดอุดร ๒๒ แห่ง หนองคาย ๓ แห่ง ขอนแก่น และยโสธร จังหวัด ๑ แห่ง
                คณะนอร์ทไทยแลนด์ คริสเตียนมิชชั่น  (North ThaiLand Christian Mission)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเมือง ฯ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๒๑  มีประสบการณ์การทำงานในประเทศจีน และพม่า มาก่อน เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๓ โดยเริ่มงานกับชนเผ่าลีซู มีศาสนสถานอยู่ ๒๘ แห่ง อยู่ในเชียงใหม่ ๑๙ แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ในจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร
                คณะฟินนิช ฟรี ฟอเรนมิชชั่น  ( Finnish Free Foreign Mission)  มีสำนักงานอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพ ฯ  เริ่มก่อตั้งที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๓๒  มีมิชชันนารีทำงานอยู่ใน ๒๐ ประเทศ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๖ ได้ขยายงานไปถึง ๑๗ จังหวัด มีคริสตจักร หรือสถานที่ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู มากกว่า ๖๐ แห่ง
                คณะคริสตจักรของพระเจ้าแห่งคำพยากรณ์ (The Church of God of Prophecy)   มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพ ฯ เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทย ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๙  มีสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ในจังหวัดนครราชสีมา ศีรษะเกษ ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ อุดรธานี และอุบลราชธานี
                คณะคริสตจักรอเมริกัน  (American Churches of Christ Mission to Thailand)   มีสำนักงานอยู่ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา  มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๙ เริ่มทำงานกับชาวเขาเผ่าเย้า ต่อมาเป็นเผ่าขม ชาวเขาเผ่าทีน (มาล) ชาวเขาเผ่าม้ง ที่จังหวัดน่าน  มีศาสนสถานอยู่ ๘ แห่ง ในเขตจังหวัดพะเยา และน่าน
                คณะชาริสเมติก คริสเตียนมิชชั่น   (Charismatic Christian Mission)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๕  โดยมาจากประเทศเขมร ได้ทำงานกับพวกผู้อพยพลี้ภัยจากประเทศเขมร และช่วยคนไทยในแถบชายแดนด้านเขมร
                คณะคริสตจักรของพระเจ้าเวิลด์มิชชั่น  (Church of God world Mission)  มีสำนักงานอยู่ในเขตลาดพร้าว กรุงเทพ ฯ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๖  ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า ๑๐๐ ประเทศ เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๘ ที่จังหวัดอุดร
                คณะสแกนดินเนเวียน เพนเตคอลตัล มิชชั้น  (Scandinavian Pentecostal Mission)  มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพ ฯ มีกำเนิดจากการร่วมหน่วยงานสี่มิชชัน ซึ่งมีพื้นฐานทางคริสตจักรแบบเดียวกัน ใช้ภาษาที่คล้ายกันมีการจัดรูปองค์การแบบเดียวกัน จึงได้ตกลงรวมกำลังกันทำงานเป็นหน่วยงานเดียวกันในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๒ มีศาสนสถานอยู่ ๓๒ แห่งใน ๑๑ จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง พังงา ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี จันทบุรี บุรีรัมย์ และกรุงเทพ ฯ
                คณะพีทีแอล คลับ แห่งประเทศไทย  (People That Love Club Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๙
                คณะเดอะเกรทคอมมิชชั่น  (The Great Commission)  มีสำนักงานอยู่ในอำเภอบัว จังหวัดน่าน ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๕ ที่สหรัฐอเมริกา เริ่มงานในไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๘๐  โดยได้เริ่มทำงานกับคนเผ่าม้ง ในเขตจังหวัดน่าน
                คณะ เอ.เอ็ม.จี. อินเตอร์เนชั่นแนล  (A.M.G. International)   มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๒ ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  ทำงานด้านผู้ลี้ภัยในประเทศไทยในเขตจังหวัดน่าน  มีโครงการจะมอบงานให้แก่คนไทยในอนาคต เนื่องจากตั้งใจจะไม่ทำงานในประเทศไทยนานกว่าความจำเป็น
                คณะโคเรีย เพรสไบทีเรียน มิชชันอินไทยแลนด์  (The Korea Presbyterian Mission In Thailand)  มีสำนักงานอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพ ฯ  ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.๑๙๑๒ ในประเทศเกาหลี เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งมิชชันนารี ออกสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบันได้ส่งไปแล้ว ๑๔ ประเทศ และได้ส่งเข้ามาในประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๖ ได้เข้ามาทำงานกับสภาคริสตจักรในประเทศไทย
                คณะเฟธไบเบิล มิชชัน  (Faith Bible Mission)  มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้เริ่มก่อตั้ง เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๒ ที่สหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ เพื่อการส่งมิชชันนารีออกสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๘๐
                คณะเวิลด์คอนเซิน  (Word Concern)  มีสำนักงานอยู่ในเขตยานนาวา กรุงเทพ ฯ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๒ ที่เมืองซึเอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมตัวอย่างยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่เหลือใช้ส่งไปให้ความช่วยเหลือบรรดาแพทย์ และพยาบาลทั่วโลก ที่ต้องการเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าว ในงานประกาศพระกิตติคุณ มีแผนงานการทำงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่ยากจนทั่วโลกด้วย
                มีโครงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากจนในท้องถิ่น ในภาคอีสานของไทย จัดการด้านอนามัยแก่ผู้ลี้ภัยตามศูนย์อพยพต่าง ๆ  สนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณแก่ชาวเขา โดยให้การสนับสนุนทางการเงิน แก่มิชชันนารีในการประกาศเผยแพร่ความรักพระเยซูคริสต์แก่ชาวเขา

            มูลนิธิคริสตจักรแบ๊บติสต์  (Foreign Mission Board)  ตั้งอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองริชมอนต์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา  ได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์คริสจักรแบ๊บติสต์ ภาคของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย ๓๕,๐๐๐  คริสตจักร มีสมาชิก ๑๓ ล้านคนเศษ มีมิชชันนารี ๒,๙๐๐ คน  ทำงานใน ๙๔ ประเทศ เป็นองค์การคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนท์ ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกามีสมาชิกทั่วโลก ๓๖ ล้านคนเศษ
            มูลนิธิ ฯ ได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๔๙ มีศาสนสถานอยู่ ๒๙ แห่ง อยู่ในกรุงเทพ ฯ  ๑๒ แห่ง ที่เหลืออยู่ในจังหวัดอยุธยา ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด เพชรบุรี พัทลุง และสงขลา

           มูลนิธิคริสตจักรวันเสาร์แห่งประเทศไทย  (Sevenday Adventists of Thailand)  ตั้งอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ เริ่มดำเนินงาน เมื่อปี ค.ศ.๑๙๐๖  ด้วยการจำหน่ายจ่ายแจกหนังสือในกรุงเทพ ฯ ต่อมาได้มีบรรณกรจากสิงคโปร์ ได้เข้ามาทำงานในกรุงเทพ ฯ โดยนำหนังสือภาษาจีนเข้ามาจำหน่ายในหมู่ชาวจีน  ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๑๙ ทางสำนักงานใหญ่ได้ส่งศาสนทูตเข้ามาเผยแพร่พระกิตติคุณ ประจำอยู่ในประเทศไทย และสำนักงานมิชชันของคริสตจักรก็ได้ตั้งขึ้นในปีเดียวกันนี้  งานของคริสตจักรในเวลานั้นส่วนมากจะทำงานเฉพาะในหมู่คนจีน
                ค.ศ.๑๙๒๗  ทางคริสตจักรได้เริ่มจัดพิมพ์ใบปลิวทางศาสนา ออกแจกจ่ายได้แปลนิตยสารภาษาต่างประเทศ ออกเป็นภาษาไทยเรียกว่า หนังสือชูชาติ
                ค.ศ.๑๙๓๐  ได้ตั้งสำนักงานมิชชันขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
                ค.ศ.๑๙๓๒  ได้เริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นที่กรุงเทพ ฯ
                ค.ศ.๑๙๓๗  ได้จัดตั้งโรงพยาบาลมิชชันขึ้นที่กรุงเทพ ฯ โดยเริ่มจัดตั้งคลีนิครักษาโรค ต่อมาได้ขยายงานด้านการแพทย์ออกไปยังต่างจังหวัด มีอุบลราชธานี ภูเก็ต และหาดใหญ่ และขยายงานด้านทันตแพทย์ ขึ้นที่เชียงใหม่ด้วย
                ค.ศ.๑๙๔๘  เปิดการสอนคริสตธรรมคัมภีร์ทางไปรษณีย์
                ค.ศ.๑๙๖๒  ได้สร้างอาคารสำหรับใช้เป็นที่ทำการของคริสตจักรที่ถนนคลองตัน  เขตพระโขนง มีโรงพิมพ์อยู่ชั้นล่าง ชื่อโรงพิมพ์ข่าวประเสริฐ
                ปัจจุบันงานของคริสตจักรได้ขยายออกไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาค มีโรงเรียน โรงพยาบาล และโรงพิมพ์ ได้จัดตั้งศูนย์ชาวเขาขึ้นที่ตำบลสบเปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
                ศาสนสถานมีอยู่ ๔๐ แห่ง อยู่ในกรุงเทพ ฯ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี กาฬสินธ์ สมุทรปราการ ภูเก็ต สงขลา และยะลา

.................................................................

ความคิดเห็น

  1. 1
    23/10/2014 20:39

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นม

 อบต.โคกกรวด นม

 เทศบาลโคกรกวด

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 วัดหนองรังกา

 รวมรูปภาพ

view